LadySquare.com Homepage


Forum Home Forum Home > LadySquare Club : คลับของผู้หญิงวันนี้ > รวมมิตร เพลง หนัง ละคร ดารา ขาเมาท์ ดาวกระจาย
  New Posts New Posts RSS Feed: สงครามนางฟ้า
  FAQ FAQ  Forum Search   Calendar   Register Register  Login Login

สงครามนางฟ้า

Page  <1234 5>
Author
  Topic Search Topic Search  Topic Options Topic Options
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Topic: สงครามนางฟ้า
    Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:18

วางหูจากลูก นึกถึงพี่หนิงที่ชอบบ่นเรื่องฉันใช้เงินไม่เข้าท่า อย่างเช่น เวลาฉันไปส่งน้องหนอนกลับมาบ้านแล้วแวะซื้อของกินหน้าปากซอยมาเ ยอะ พี่หนิงจะบ่นว่า ซื้อมามากมายทำไม เช่น

"แล้วปาท่องโก๋นี่ รินกินไม่หมด ทีหลังซื้อสองบาทพอแล้ว"

ฉันไม่อยากเถียงหรอก ในใจนึกว่า คนขายตื่นมานวดแป้งตั้งแต่ตีสองตีสาม ขายเท่าไหร่ไม่เห็นจะร่ำรวย สมัยนั้นปาท่องโก๋คู่ละหนึ่งบาท แต่ฉันมักจะซื้อครั้งละสิบบาทหรือยี่สิบบาท เอาไปฝากนวล และฝากคนบ้านพี่หนิงกับบ้านพี่หน่อย พี่สาวพี่หนิง จนพี่หนิงห้ามว่าไม่จำเป็นต้องซื้อฝากใคร

"ใครอยากกินก็ให้ซื้อเองสิ" นั่นคือคำพูดของพี่หนิง

ยิ่งอยู่นาน ความแตกต่างระหว่างเรายิ่งชัดขึ้น พอมาทราบเรื่องเชอร์รี่เข้า ดูเหมือนฉันจะหมดความอดทนทีเดียว ฉันเริ่มคิดถึงการแยกทางกับพี่หนิง คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ คิดถึงลูกว่าแต่ละคนจะรู้สึกอย่างไรที่ฉันไม่สามารถประคับประคอ งนาวาครอบครัวลำนี้ของฉันไปได้โดยราบรื่น ฉันจะทำอย่างไรดีนะ

วันรุ่งขึ้น ฉันฝืนออกไปเดินเล่นแถวแหล่งช้อปปิ้งตามการคะยั้นคะยอของหนุ่ยท ี่โทร.มาตามแต่เช้า

"คนสวยจ๋า อย่ามัวนึกถึงผัวอกตัญญูอยู่เลย ไปช้อปกันดีกว่า ที่ไดเอะมีเซลด้วยนะ แต่งตัวสวยๆไปยั่วหนุ่มยุ่นกันแต่ฮึ!!!ชั้นไม่อยากเดินกะเธอเลย เดินกะเธอแล้วชั้นดับซะไม่มี"

ไปเดินดูข้าวของกับหนุ่ยและพี่ปิ๋ม ได้ข้อมูล "ยัยผลไม้ใส่ค้อกเทล" จากหนุ่ยและพี่ปิ๋มเพิ่มเติมอีก ล้วนแต่เรื่องเสียดแทงใจทั้งนั้น

ฉันเอามือกุมอก ทำหน้าเจ็บปวด ที่จริงไม่ต้องทำหหน้ามันคงฟ้องอยู่ว่ายัยคนนี้ไม่มีความสุขเอา เสียเลย

"หนุ่ยจ๋า ได้โปรด พลี้สสสส please หยุด stop talking โอย รินจาตาย รับไม่ไหวแล้ว"

ฉันทำแกล้งเป็นมุขขำขำ แต่หนุ่ยกับพี่ปิ๋มรู้ทัน ทั้งสองสังเกตเห็นว่าฉันทานอะไรไม่ลงเลย

ฉันอดทนอยู่จนวันกลับ ก็ถ้าไม่ทนจะทำอะไรได้ โทร.กลับบ้านหลายครั้ง พี่หนิงไม่เคยอยู่เลย

จนกระทั่งวันกลับมาถึง พวกเรานั่งรอเครื่องที่บินมาจากกรุงเทพและจอดแล้ว ผู้โดยสารกำลังลงจากเครื่อง สักพักต่อมาลูกเรือเริ่มทยอยกันออกมาทีละคนสองคน เครื่องจัมโบ้นี้ใช้ลูกเรือทั้งหมดยี่สิบเอ็ดคน

หนุ่ยสะกิดฉัน "ว้ายยยยตาย ริน นั่นไง ยัยค้อกเทลผลไม้ เอ๊ย พูดผิด ยัยผลไม้ใส่ค้อกเทล"

ฉันมองตามหนุ่ย นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นเชอร์รี่

เธอเป็นสาวพิมพ์นิยม คือหน้าหมวย ขาว ไม่สวยมากนัก มองเผินๆคล้ายลูกไก่เหมือนกัน แต่ลูกไก่สวยกว่า เธอเดินตัวตรง ลากกระเป๋า เชิดหน้าออกมา ไม่มองมาทางฉันเลย

"ดูมันนะริน ทำเป็นเชิด มันน่า...นัก"

หนุ่ยพูดเสร็จแล้วลุกขึ้นเดินตรงไปหากลุ่มลูกเรือตามคนอื่นๆที่ ลุกขึ้นไปทักทายเพื่อนฝูงที่มากับเครื่องจากกรุงเทพ ฉันยังคงนั่งนิ่ง ตาพร่าไปชั่วขณะ เสียงเรียกฉันดังขึ้น

"ริน อ้าว ใจลอยจัง " แอนนั่นเอง แอนหน้าตาจิ้มลิ้มที่ตกลงเป็นแฟนกับพี่สุทธ์และกำลังจะแต่งงานเ ข้ามาทักฉัน

"รินสบายดีมั้ย ไม่เจอตั้งนาน แอนเอาการ์ดไปใส่ BOX รินแล้วนะ"

"ดีใจด้วยแอน แต่งวันไหน ถ้าไม่ติดบิน รินจะไปงานแอนนะ อยากได้อะไรเป็นของขวัญดีน้อ" ฉันถามแอน

"ไม่อยากได้อะไรหรอกริน แอนอยากให้รินสบายใจ มีความสุขน่ะนะ "

แอนพยักเพยิดไปทางเชอร์รี่ที่ยังคงทำเป็นไม่มองฉัน

"ยัยนี่ร้ายลึก แต่รินไม่ต้องคิดมาก แอนว่าถ้าพี่หนิงคิดจริงจังคงบ้าละ พี่หนิงเค้าคงเล่นๆไปแบบคนอื่นๆ รินอย่าซีเรียสนะ แอนเป็นห่วง"

"ขอบคุณนะแอน แล้วเจอกัน"

ฉันยิ้มให้แอน ลากกระเป๋าเข้าไปเตรียมทำงานบนเครื่อง

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:19

กระเป๋าลูกเรือที่ส่วนใหญ่พวกเรามักจะใส่ไว้ในรถเข็นเล็กๆ แล้วลากเอานั้นได้รับแจกจากทางบริษัท ลูกเรือทุกคนต้องใช้เฉพาะของบริษัทแจกเท่านั้น จะมาใช้ของแบรนด์เนมตามใจชอบไม่ได้เป็นอันขาด

ทั้งเครื่องแบบ กระเป๋า รองเท้า บริษัทแจกทั้งสิ้น จนกระทั่งมีการคุยกันบ่อยๆในหมู่ผู้ชายว่า...ขอบคุณบริษัทที่ให ้บ้าน ให้รถ ให้เงิน แถมภรรยาให้ด้วย...

ฉันทำงานกลับอย่างเหนื่อยใจที่สุด ดีที่ทำงานกับหนุ่ย หนุ่ยแสดงความเป็นยอดกัลยาณมิตรออกมาให้เห็น เขาทำงานอย่างรวดเร็ว เอางานของฉันไปทำแทนเสียมากมาย หนุ่ยทำให้ฉันประทับใจมากในไฟลท์นั้น


กลับถึงบ้าน พี่หนิงไม่อยู่ ไปบิน ฉันต้องรอจนเขากลับมาในวันรุ่งขึ้น และเปิดฉากทะเลาะ คุยกันดีๆคงไม่ได้แล้ว

"พี่หนิง รินรู้หมดแล้วเรื่องเชอร์รี่น่ะ พี่หนิงทำไมไม่นึกถึงรินกะลูกมั่ง จะเอาเราสองคนไปแลกผู้หญิงคนนั้นเหรอ.."

ฉันขึ้นเสียงดังด้วยอารมณ์โกรธจัด

"รินนี่ หาเรื่องอยู่ได้ทุกวัน นี่ถ้าชั้นไม่ได้เป็นกัปตันคงเพราะเธอแหละ น่ารำคาญ "

พี่หนิงตีหน้ายักษ์ใส่ฉัน

"บอกแล้วว่าให้อยู่เฉยๆ บอกไม่เชื่อใช่มั้ย ชั้นชักโมโหเหมือนกันนะ เธอจะซักให้มันได้อะไร..."

ถ้อยคำไม่สุภาพเริ่มออกมาจากปากพี่หนิง ฉันได้กลิ่นสุราจากลมหายใจเขาด้วย

"เมาเหรอพี่หนิง พูดจาอะไรอย่างนั้น รินไม่ชอบนะ"

"เออ แม่ผู้ดี แล้วมายุ่งกะชั้นทำไม ชั้นมันชาวบ้าน ชาวสวน ไม่ผู้ดีอย่างพวกเธอหรอก"

ฉันทะเลาะกับพี่หนิงไม่หยุด ตะโกนใส่กันอย่างดุเดือด ดีนะที่ตอนนั้นลูกเราหลับไปแล้ว นวลดูแลอยู่ข้างบน

คืนนั้นพี่หนิงไปนอนบ้านคุณแม่เขา และให้แย้มมาเอาเสื้อผ้าของใช้ที่บ้านเรา

แย้มคุยให้หมี แม่บ้านของฉันฟังว่า เคยเห็นพี่หนิงพาเชอร์รี่ไปที่บ้านคุณแม่เขาด้วยเวลาที่ฉันไม่อ ยู่ แถมคุณแม่พี่หนิงต้อนรับเชอร์รี่อย่างดี ทำราวกับพี่หนิงเป็นคนโสดงั้นแหละ

เรื่องราวของฉันเป็นเรื่องสนุกปากของชาวบ้านไปทั่วทั้งซอย ลามไปถึงสังคมที่ฉันและพี่หนิงอยู่

พี่หนิงพาเชอร์รี่ไปที่บ้านคุณพ่อคุณแม่เขา ตายหละ บ้านรั้วติดกันนี่เอง ระหว่างบ้านเราและบ้านคุณแม่เขามีแค่รั้วเตี้ยๆกั้น มีประตูเล็กที่ไม่เคยล็อกเปิดถึงกันได้ตลอดเวลา
เพื่อให้คุณแม่พี่หนิงเปิดเข้ามาหยิบของใช้ไปจากบ้านฉันในเวลาท ี่ฉันไม่อยู่

พี่หนิงหลบหน้าฉันไปอยุ่บ้านคุณแม่เขา ฉันไม่ตาม ไม่ง้อ แค้นถึงที่สุด คิดเรื่องหย่า คิดเรื่องลูก คิดถึงตอนรักกัน คิดถึงวันแต่งงาน โอย คิดวนเวียน คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี

ฉันไปบินตามปกติ ก่อนจะเข้าห้อง BRIEF ฉันจะเข้าไปเช็ค BOX ส่วนตัว ที่ลูกเรือทุกคนจะมีอยู่ที่ห้องห้องหนึ่งในบริษัท หน้าตาของมันคือตู้ไม้ซึ่งกั้นเป็นช่องๆราวสิบสองคูณหกนิ้ว เปิดด้านหน้าไว้ ไม่มีกุญแจ เป็นการให้เกียรติกันว่าของใครของมัน

คดีของฉันกับเชอร์รี่นี่เองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการใส่กุญแจ BOX ในเวลาต่อมา

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:19

ฉันเข้าไปเช็ค BOX มีเศษกระดาษใส่ไว้ เขียนไว้หยาบมาก จนต้องเซ็นเซ่อร์ ประมาณว่า ฉันทนอยู่ได้อย่างไรทั้งที่สามีไม่รัก หน้าทำด้วยอะไร และบอกหมดว่าเธอกับพี่หนิงทำอะไรกันบ้าง


ฉันอ่านแล้วตกใจมาก นี่เชอร์รี่เขียนหรือใครแกล้ง ฉันยังไม่นึกว่าเชอร์รี่จะหยาบคายอย่างนั้น ฉันเก็บกระดาษนั้นไว้

ต่อมาฉันได้รับโน้ตทำนองนี้อีกทุกครั้งที่ไปบิน ล้วนบรรยายบอกว่าพี่หนิงไปไหนกับเธอบ้าง ใช้ภาษาพ่อขุนรามราวกับผู้เชี่ยวชาญศิลาจารึก

ฉันเก็บเศษกระดาษเหล่านั้นไว้ อัดอั้นใจ พี่หนิงคอยแต่หลบหน้า ฉันได้แต่ไฟลท์บินไกลๆ ไปครั้งละหลายวัน

แม้แต่วันที่พี่หนิงได้เป็นกัปตัน เชอร์รี่ต่างหากที่เป็นคนไปรับพี่หนิงลงจากไฟลท์สุดท้ายที่ตัดส ินว่าพี่หนิงเทรนผ่านหรือไม่ มันควรจะเป็นฉันกับลูกมิใช่หรือที่ไปรอคอยเขาน่ะ


ไฟลท์สุดท้ายของการเทรน SV.ทั้งหกจะยกหน้าที่ให้ท่านใดท่านหนึ่งมาควบคุมบนเครื่อง และก่อนลงกรุงเทพจะมีการติดขีดสี่ขีดบนบ่าให้แก่กัปตันคนใหม่ รวมทั้งมอบหมวกใบใหม่ที่มีช่อชัยพฤกษ์ที่หน้าหมวก แตกต่างจากนักบินและลูกเรือคนอื่นๆ

ขีดที่บ่งบอกตำแหน่งบนบ่าจะมีสองแบบคือขีดเล็กและขีดใหญ่

ขีดเล็กคือลูกเรือ ขีดใหญ่คือนักบิน เห็นมั้ย นักบินเค้าใหญ่กว่าลูกเรือตั้งแต่ขีดบนบ่าแล้ว

พี่หนิงได้เป็นกัปตัน ฉันยังไม่รู้เลย จนคุณแม่เขาเดินมาบอกที่บ้าน

"รินรู้หรือยังว่าหนิงได้เป็นกัปตันแล้ว" คุณแม่เธอถามฉัน

"รินไม่ทราบเลยค่ะ พี่หนิงไม่มาบอก"

คุณแม่บ่นฉันว่าไม่สนใจสามี ปล่อยให้ไปอยู่ที่บ้านเธอ คุณแม่พี่หนิงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เรื่องเชอร์รี่ ฉันเลยไม่พูด

เอาไว้แก้แค้นทีเดียว ฉันคิด เริ่มฮึดสู้แล้ว

ขณะที่ฉันกำลังหาทางแก้ปัญหาชีวิตด้วยความแค้นใจสามีตนเอง ฉันยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ทั้งไปบิน ทั้งดูแลน้องหนอนกับน้องรุ้ง น้องหนอนมีปัญหากับเพื่อนจนต้องย้ายห้องเรียน ย้ายไปก็ไปก่อปัญหาอีก จนน้องหนอนดังในทางลบตั้งแต่อยู่ ป.1 จนจบ ม.6

ไม่มีใครกล้าแหยมกับน้องหนอน ครูบาอาจารย์ส่ายหน้า ฉันมีหน้าที่วิ่งวุ่นแก้ปัญหา ซื้อของไปเซ่นคุณครู รวมกับตัวเองเคยเป็นเด็กประวัติดี ทำชื่อเสียงให้โรงเรียน ทำให้น้องหนอนอยู่ยงคงกระพันเป็นตำนานของโรงเรียนมาจนทุกวันนี้

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:20

ฉันมาทราบจากนวลว่า พี่หนิม น้องสาวพี่หนิง คอยสอนให้น้องหนอนไม่ชอบฉัน เธอบอกเด็กว่าฉันเสแสร้งแกล้งทำ ไม่รักน้องหนอนจริง เอาใจไปอย่างนั้นเพื่อให้พ่อน้องหนอนดีใจ

ด้วยความเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ และไม่ฟังเหตุผล ทำให้น้องหนอนดื้อกับฉันมากขึ้น ขณะเดียวกับที่น้องรุ้งโตขึ้นเรื่อยๆ หน้าตาสะสวยน่ารัก พากันไปไหนมีแต่คนชมน้องรุ้ง ยิ่งทำให้น้องหนอนกดดัน

เวลาแห่งการแก้แค้นของฉันยังไม่ได้เริ่ม มีเรื่องใหม่มาให้กลุ้มอีก

.....................ฉันท้อง...................

เพราะช่วงที่เรื่องกำลังคาราคาซัง ทะเลาะกันกับพี่หนิงนั้น บางคืนพี่หนิงแอบมาหาฉัน เรื่องมันเลยกลายเป็นว่าฉันเองลึกๆโหยหาอารมณ์พิศวาส จึงยอมมีอะไรกับพี่หนิงบ่อยๆ

มีเสร็จ โมโหตัวเองที่ยอมเขาทุกที บางทีคงเป็นเพราะฉันคิดว่าการที่พี่หนิงมานอนกับฉัน เป็นการง้อของเขา ฉันใจอ่อนตามเคย (กรุณาอย่าเอาเยี่ยงอย่าง)

มาถึงวันนี้ ฉันเข้าใจคนที่ทนอยู่กับสามีเลวๆแค่เพราะเรื่องอย่างว่า เรื่องสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน แต่ละคู่จึงไม่เหมือนกัน เรื่องนั้นจะสำคัญตอนเราเป็นหนุ่มสาววัยเจริญพันธุ์ ฮอร์โมนทำงานพลุ่งพล่านเท่านั้น หากเราอดทนได้ มันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิตจนนิดเดียว

ท่านสุนทรภู่เคยเขียนไว่ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนตอนนางพิม ต่อว่าพลายแก้ว

"อดข้าวดอกนะเจ้าชีวิตวาย ไม่ตายดอกเพราะอดเสน่หา"

ถ้าฉันใจแข็งสักนิดตอนนั้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพี่หนิง ตัดขาดไปเลย ฉันจะมีลูกเพียงคนเดียวคือน้องรุ้ง หากฟ้าคงประทานลูกอีกคนมาให้ฉัน มาอยู่เป็นเพื่อนฉันตราบจนวันนี้

ฉันไปลาท้องก่อนที่พี่หนิงจะรู้เสียอีก พอบอกเขา เขาว่า

"ดีแล้ว พี่ชอบมีลูกเยอะๆ บ้านเราใหญ่ น่าจะมีเด็กหลายๆคน"

พี่หนิงเป็นคนรักเด็ก รักลูก รักตามแบบฉบับของเขา คือเล่นกับเด็ก แหย่เด็ก แต่ไม่ช่วยอุ้มชูเลี้ยงดู เหมือนมีลูกไว้เล่นเพลินๆ

ท้องครั้งนั้นฉันลาหยุดอยู่บ้านเหมือนตอนท้องน้องรุ้ง ขับรถไปส่งน้องหนอนและน้องรุ้งที่โรงเรียนทุกวัน น้องรุ้งสี่ขวบกว่าแล้ว

พี่หนิงยังคงไปๆมาๆระหว่างบ้านคุณแม่เขา และบ้านเรา อย่างหนึ่งที่ต้องชมพี่หนิงคือ เขาเป็นคนขยันเหมือนคุณแม่เขา
เขาไม่เคยอยู่เฉย เขาจะหาอะไรทำเสมอ ขุดดินฟันหญ้า ปลูกต้นไม้ ทำบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงนก ไปเล่นเทนนิส พี่หนิงเล่นเก่งจนได้เป็นตัวแทนบริษัทไปแข่งระหว่างองค์กรอยู่ห ลายปี ถ้วยรางวัลเต็มบ้าน

ช่วงนั้น เชอร์รี่ไปกับพี่หนิงทุกที่ แข่งเทนนิสเธอไปเกาะริมคอร์ทเชียร์ จนใครๆจากบริษัทอื่นที่ไม่เคยรู้จักพี่หนิงนึกว่าเธอเป็นแฟนตัว จริงของพี่หนิง ส่วนคนในบริษัทเดียวกับพี่หนิงและฉันกลับผะอืดผะอม กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ไปตามๆกัน

ตอนนี้ฉันทราบแล้วว่าพี่หนิงชอบให้ฉันท้องเพราะอะไร เพราะฉันจะได้มัววุ่นกับลูกๆจนไม่มีเวลาวุ่นกับเขา เขาคงไม่คิดจะเลิกรากับฉัน แต่คิดมีใหม่ไปเรื่อยๆมากกว่า

เรียกว่าพี่หนิงเป็นคนมักมากในกามคุณ เขาเคยบอกฉันว่า ถ้าไม่ได้ปลดปล่อยแค่วันเดียว เขาก็หงุดหงิดแล้ว ร่างกายพี่หนิงคงมีต่อมอะไรผิดปกติเป็นแน่แท้

เชอร์รี่เงียบไป ฉันไม่ได้ไปบิน ไม่ต้องไปเจอเศษกระดาษเขียนด่าใน BOX ไม่ต้องเสียอารมณ์เวลาเพื่อนร่วมงานเอ่ยถึงเรื่องราวของเราสามค น บางคนถามไปถึงพี่อร แม่น้องหนอน ถามถึงน้องหนอน ซักไซร้จนฉันจะบ้าตาย

ฉันโดนเม้าท์ทั้งจากคนที่ชอบและไม่ชอบ เพราะพี่หนิม น้องสาวพี่หนิง เอาฉันไปพูดไม่ดีต่างๆ เธอไม่ชอบหน้าฉันตั้งแต่ฉันยังไม่แต่งงานกับพี่หนิงด้วยซ้ำ เธอเคยว่าฉันว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี อ่อยพี่ชายเธอ ท้องก่อนแต่ง จับพี่ชายเธอ เพราะบ้านเธอร่ำรวยมีฐานะ ฯลฯ

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:20

เธอไม่เคยเล่าว่า คุณแม่เธอทำอะไรกับสะใภ้คนนี้บ้าง ฉันเป็นคนไม่พูดเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังมาก ยกเว้นคนที่คิดว่าไว้ใจได้ เพียงแต่คนที่ฉันคิดว่าไว้ใจได้ บางคนยังทำร้ายฉันด้วยคำพูดลับหลังเลย

เรื่องครอบครัวพี่หนิงทำอะไรกับฉัน ฉันไม่อยากเล่าให้เพื่อนร่วมงานรู้ แต่เมื่อทนอัดอั้นไม่ไหว ฉันจะโทร.ไประบายกับเพื่อนสนิทที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ ป.หนึ่งและจบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน คณะเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่เป็นเพื่อนกัน เพื่อนคนนี้ชื่อหยก

หยกบอกฉันว่า ครอบครัวนี้ใจดำ เธอสงสารฉัน อยากให้ฉันหย่าและกลับไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ฉันเองที่โลเล ตัดสินใจไม่ได้ จนกระทั่งท้องขึ้นมาอีกครั้ง

ฉันเคยเล่าแล้วว่าตอนท้องน้องรุ้ง ฉันชอบดูหนังมาก ถึงท้องที่สอง (ถ้านับที่แท้งไป นี่เป็นท้องที่สาม) ฉันเลยเปิดหนังดูเวลาว่าง น้องหนอนชอบดู INDIANA JONES มาก รบเร้าให้เปิดวันละหลายครั้ง ฉันเลยต้องเห็นหน้า พระเอกที่ชื่อ แฮริสัน ฟอร์ด ทั้งวัน

ผลพลอยได้ ที่จริงหรือเปล่าพิสูจน์ไม่ได้จากการดู INDIANA JONES ทั้งสามภาคทำให้ลูกชายฉันออกมาหน้าตาเหมือนลูกฝรั่งเลย

คุณหมอที่ทำคลอดมาบอกว่า ลูกชายฉันหล่อสุดในห้องพักเด็กแรกคลอด ใครๆมาดูกันใหญ่

คุณพ่อคุณแม่มาเยี่ยมฉันที่โรงพยาบาล คุณแม่บอกหลานชายน่ารักเหลือเชื่อ หน้าตาดีกว่าน้องรุ้งอีก ฉันเองยังไม่เห็นหน้าลูกชาย ฉันลุกไม่ไหวเนื่องจากผ่าตัดคลอด และที่โรงพยาบาลที่ฉันไปคลอดนั้น จะไม่อนุญาตให้นำเด็กออกมาจากห้องพักเด็กเลย เป็นนโยบายป้องกันการติดเชื้อ รวมทั้งรักษาความปลอดภัยไปพร้อมกัน

นวลพาน้องรุ้งและน้องหนอนไปดูน้อง น้องรุ้งกลับมาบอกแม่ว่า

"แม่ขา น้องน่ารักจัง หนูจะตั้งชื่อน้องเอง"

ส่วนน้องหนอนบอก

"หยี เด็กอะไร น่าเกลียดออก"

ฉันไม่ถือสาน้องหนอนหรอก รู้นิสัยกันอยู่ แต่จริงๆแล้วการที่ฉันปล่อยน้องหนอนตามความพอใจของเธอมากไปไม่ใ ช่สิ่งที่ดีสำหรับน้องหนอนเลย เพราะเมื่อเธอโตขึ้น เธอเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้าย มองคนอื่นในแง่ร้าย ทำให้อยู่ในสังคมได้ยาก นิสัยเธอถอดแบบมาจากพี่หนิงกับพี่หนิมโดยแท้

ฉันกอดน้องรุ้งและน้องหนอน ถามว่า

"ให้น้องชื่ออะไรดีคะลูก"

"หนูอยากให้น้องชื่อ ก้อนเมฆ ค่ะแม่ น้องตัวขาวเหมือนก้อนเมฆเลย"

อืมม ช่างคิดจังลูกเรา ก้อนเมฆอยู่บนฟ้ากับสายรุ้ง ฉันจึงให้ลูกชายชื่อก้อนเมฆเสียเลย ต่อมาเรียกสั้นๆว่า"น้องเมฆ" มีน้องรุ้งคนเดียวที่ยังคงเรียกน้องชายว่า ก้อนเมฆ ทำเอาน้องชายอายต่อหน้าเพื่อนหลายครั้ง

แล้วชื่อ ก้อนเมฆ นี่มันตลกเหรอ ฉันว่าน่ารักดีออก

คุณพ่อคุณแม่พี่หนิงปลาบปลื้มมากที่ได้หลานชาย คุณแม่พี่หนิงถึงกับเอาทองมาให้หลานหนึ่งเส้น หนักหนึ่งบาท เคยบอกแล้วว่าเธอมีทองอัดแน่นเต็มเซฟ แต่ไม่เคยให้ใคร ที่ตัดใจมาให้น้องเมฆคงเป็นเพราะเธอและคุณพ่อพี่หนิงปลื้มที่มี หลายชายสืบสกุล ก็พี่หนิงเป็นลูกชายคนเดียว ทั้งพี่สาวและน้องสาวพี่หนิงมีแต่ลูกสาวกันหมด พี่หน่อยมีลูกสาวหนึ่งคน พี่หนิมมีลูกสาวสองคน และทั้งคู่มีสามีที่ยอมยกอำนาจให้ภรรยาโดยสิ้นเชิง

เห็นไหมที่เคยบอกว่าบ้านพี่หนิงน่ะ ผู้หญิงทุกคน(ยกเว้นฉัน)เป็นใหญ่ คุณแม่เค้าเทรนกันมาเยี่ยมมาก

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:21

ฉันพาลูกชายกลับบ้าน รำลึกว่าเรามีลูกสองคนแล้ว ไหนจะน้องหนอนอีก ปล่อยพี่หนิงไป เดี๋ยวคงคิดได้เอง รวมกับฉันเห็นผู้ชายรอบด้านมีบ้านเล็กบ้านน้อย ไม่เห็นเมียหลวงจะถือสาหาความ


ฉันพักหลังคลอดอยู่บ้าน ลูกชายเหมือนเด็กลูกครึ่งฝรั่งจริงๆด้วย หน้าตาคล้ายน้องรุ้ง แต่ขาวกว่า ออกฝรั่งมากกว่า นี่พ่อ แฮริสัน ฟอร์ด ทำพิษซะแล้ว

ไม่ใช่อะไรหรอก คุณปู่ฉันต่างหากที่เป็นฝรั่ง คุณพ่อเป็นลูกครึ่ง ฉันเป็นลูกเสี้ยว (คือมีความเป็นฝรั่งอยู่ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์)

ตามกฎพันธุกรรม เชื้อสายในตัวของเราถ่ายทอดไปได้จนถึงหลานเหลนโหลน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับเท่ากัน น้องเมฆจึงได้พันธุกรรมตะวันตกมามากกว่าน้องรุ้ง

วันหนึ่งฉันกำลังออกกำลังกาย เพื่อจะลดน้ำหนักหลังคลอด โทรศัพท์ดัง ฉันรับสาย

"ฮัลโหล"

"จะเอาลูกมาเรียกผัวกลับบ้านเหรอ e dok ยังไงผัว mung ก็ไม่กลับ e-n-a-d-a-n....(เซ็นเซ่อร์)" เสียงเชอร์รี่ ฉันจำได้ ลืมเล่าไปว่า ก่อนที่ฉันจะไปคลอด เธอเคยโทร.มาครั้งหนึ่ง พอฉันรับ เธอพูดฉอดๆใส่ว่า

" e.....(หยาบมาก ขอเซ็นเซอร์) ขอให้ลูกเมริงตาย ขอให้ลูกเมริงไม่มีหัว..."

(ตอนนั้นโกรธมาก เล่าให้พี่หนิงฟัง พี่หนิงบอกเหมือนเคยว่ามันแค้นที่พี่ไม่เอามัน------->โกหกต ามสไตล์เขาล่ะ)

ฉันรีบวางหู โมโหจัง ยัยนี่มันจะเอาไง อุตส่าห์ปล่อยแล้วนะ แต่นี่มันนานไปแล้ว พี่หนิงน่าจะเลิกกับมันไปแล้วนี่นา ทำไมราวีอยู่ได้ ฉันน่าจะเป็นฝ่ายตามด่ามากกว่านะเนี่ย นี่อะไร เมียน้อยตามด่าเมียหลวงไม่ลดละ

ฉันว่าเชอร์รี่นี่หล่อนไม่ธรรมดา มีพรสวรรค์ในหการจัดจังหวะโจมตี และแย่งสามีคนอื่นไปได้ในท้ายสุด

น่าชื่นชมเธอในความใจเย็น และอดทนรอคอย รวมทั้งวางแผนเก่งเสียเหลือเกิน ถ้าใครคิดจะวางแผนชั่วร้ายให้ประสบความสำเร็จควรไปปรึกษาเชอร์ร ี่ได้ รับรองเห็นผลล้านเปอร์เซ็นต์ (รับประกันโดยแอร์กี่5555)

เชอร์รี่โทรศัพท์มาสามเวลาหลังอาหาร บางทีแถมมื้อดึกด้วย แต่เธอไม่เคยโทร.มาตอนพี่หนิงอยู่บ้านเลย


พี่หนิงเห่อลูกชาย แต่เขายังคงสโลแกนเดิม ทำตัวเหมือนเดิม เวลาฉันพูดเรื่องเชอร์รี่ เขาจะบอกว่า

"รู้ว่าเป็นมันโทร.มาก็วางหูสิ ไปฟังมันทำไม ไร้สาระ"

เสริมอีกว่า

"มันก้บอกพี่ว่ารินโทร.ไปด่ามันทั้งวัน"

อ้าว ยัยนี่ น่าจะเปลี่ยนชื่อจากเชอรี่เป็นรี่อย่างอื่น ฉันเถียงพี่หนิงไปว่า

"พี่หนิงเชื่อเค้าเหรอว่ารินทำแบบนั้น พี่หนิงมีมากี่คน รินไม่เคยไปยุ่งด้วยสักที เบอร์เค้า รินยังไม่รู้เลย"

"เอาน่า ริน ลูกสองแล้วนะ ยังมาหึงมาหวง พี่ไม่ไปไหนหรอก บอกให้อยู่เฉยๆแล้วดีเอง"

ฉันกลับไปบินใหม่ ด้วยความอาลัยอาวรณ์ลูกๆ ไฟลท์แรกที่ได้คือ กรุงเทพ-โตเกียว-ซีแอ๊ตเติ้ล-ดัลลัส (BANGKOK-TOKYO-SEATTLE-DALLAS) รวมสิบสี่วัน
(ปัจจุบันเส้นทางบินสายนี้ปิดไปแล้ว)

นั่นคือเราจะบินไปพักที่โตเกียวก่อนสองถึงสามวัน แล้วรับเครื่องที่มาจากรุงเทพต่อไปซีแอ๊ตเติ้ล พักที่ซีแอ๊ตเติ้ล รอรับเครื่องที่มาจากโตเกียวเพื่อบินไปดัลลัส ค้างคืนที่ดัลลัส บินกลับซีแอ๊ตเติ้ล พักที่ซีแอ๊ตเติ้ลอีก แลวบินกลับไปพักที่โตเกียว กว่าจะกลับกรุงเทพจึงนานมาก

ที่โตเกียวนั่นเอง ที่ฉันได้เจอพี่อินอีกครั้งหลังจากไม่เจอมาห้าปี

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:21

ถ้าจะถามความในใจลึกๆว่าคิดถึงพี่อินบ้างไหม คิดถึงแบบไหน ฉันคาดว่าผู้หญิงหลายคนเป็นแบบฉัน ฉันนึกถึงพี่อินในบางครั้งที่ว่างจริงๆ หรือเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้นึกถึงเขา แต่ไม่ใช่ว่าจะคิดถึงเขามากมายจนทนไม่ไหวอะไรแบบนั้น  ฉันมีหน้าที่แม่และเมีย(หลวง)ที่หนักหนาพออยู่แล้ว ไม่อยากจะมามัวฝันเพ้อแบบเด็กสาวๆต่อไป ทั้งที่บางทีอดไม่ได้ที่จะแว้บๆบ้าง แต่ผู้หญิงเราทำได้แค่นั้น คนดีๆที่มีสติคงไม่ลุกขึ้นมาตามล่าหารักที่ผ่านพ้นไป แถมต้องห้ามคืนมาหรอก

แค่แอบคิดถึงวันคืนหวานๆกับพี่อิน แล้วบอกตัวเองว่าดีออก เก็บไว้ในความทรงจำ ไว้คิดถึงแบบใจยิ้มๆ ยามโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ค่อยจะชวนยิ้มนัก โดยเฉพาะเวลาไปบินแล้วต้องเจอโน้ตใส่เศษกระดาษจากเชอร์รี่ ประณามหยามเหยียดว่าฉันเป็นเมียหลวงที่โง่เง่าเสียนี่กระไร เจอโน้ตจากหล่อนบ่อยจนบางวันลุ้นว่าวันนี้หล่อนจะเอาข้อมูลอะไร นักหนามาส่งการบ้านฉันอีก บางวันอารมณ์ดีมาก ลุ้นว่าหล่อนจะใช้กระดาษสวยๆมั่งมั้ยเนี่ย คนอารั้ย ไร้รสนิยมมาก ใช้แต่เศษกระดาษเขียนอยู่นั่นแล้ว ฉันเก็บเศษกระดาษจากหล่อนไว้ได้เยอะแยะ อันเป็นผลดีต่อฉันในภายหลัง

ไม่เช็ค BOX ไม่ได้อีก เดี๋ยวตกข่าวที่บริษัทส่งมาให้ อัพเดทความรู้ไม่ทัน พาลโดนว่าไม่ศึกษามา แย่เลย เดี๋ยวมีไวน์ใหม่ ของแจกใหม่ เดี๋ยวมีอาหารแปลกๆ ต้องพร้อมจะรับรู้และซึมซับข้อมูลตลอดเวลาเพื่อเก็บไว้สอบเลื่อ นขั้นต่อไป

เข้าเรื่องว่าฉันเจอพี่อินที่โตเกียวตรงไหน  อย่างไร

อันที่จริงต้องพูดว่าฉันเจอพี่อินที่นาริตะมากกว่า สนามบินที่โตเกียวจะอยู่ชานเมือง เรียกกันว่าสนามบินนาริตะ สถานที่ตั้งสนามบินคือเมืองนาริตะ  ไกลจากตัวเมืองโตเกียวมากพอดู ขับรถประมาณชั่วโมงกว่าขึ้น (แล้วแต่ประสิทธิภาพของรถ)

สายการบินส่วนใหญ่จึงให้ลูกเรือพักที่โรงแรมใกล้ๆสนามบิน เพื่อความสะดวกในการเดินทาง ไม่ต้องเหนื่อยนั่งรถนาน พร้อมกับเป็นการช่วยเหลือบริษัทประหยัดงบ เนื่องจากโรงแรมในโตเกียวแพงมาก

ระหว่างทางจากสนามบินไปโรงแรม พวกเราพากันมองแต่สองข้างทาง ทุกปากจะมีคำว่า ..สวยจังๆๆ.. ปนอยู่ในคำพูด (อยู่ญี่ปุ่น พูดอะไรมีคำว่า "จัง" มันฟังดูเข้าบรรยากาศญี่ปุ่นดี สวยจัง อิ่มจัง อยากได้จัง เบื่อจัง รักจัง...เป็นอาทิ)

ช่วงนั้นดอกซาkuระบานสวยงาม สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นซาkuระ สดใสไปทั่วรัศมีสายตา สีชมพูทุกเฉดคละเคล้าปะปนกัน  เป็นโชคดีที่ได้บินญี่ปุ่นแล้วเห็นซาkuระบาน  ในปีหนึ่ง ซาkuระจะบานอยู่ประมาณสองสัปดาห์เท่านั้นเอง

พวกเราเช็คอินเข้าโรงแรม นัดกันว่าจะ "ฮานามิ"กัน แถวๆโรงแรมพรุ่งนี้เย็น วันนี้ตัวใครตัวมันก่อน จะค่ำแล้วไปไหนลำบาก แค่นั่งรถบัสของโรงแรมไปหาอะไรทานแถวสถานีรถไฟเท่านั้นพอ

"ฮานามิ" ไม่ใช่ข้าวเกรียบ แต่มาจากชื่อเทศกาล โอฮานามิ (OHANAMI) หรือเทศกาลชมดอกไม้ของญี่ปุ่น จะเริ่มต้นตั้งแต่ดอกซาkuระเริ่มบาน ไปจนกระทั่งดอกซาkuระร่วงหล่นหมดไป ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าเมื่อดอกซากุระบาน พวกเขาจะต้องนำสาเกและปลาไปถวายเทพเจ้าซากามิ หรือเทพเจ้าแห่งภูเขา เพื่อให้พืชพันธุ์ธัญญาหารเจริญเติบโตงอกงาม จึงเป็นประเพณีชมดอกไม้สืบทอดกันมา

แล้วสุดท้ายคนถวายเครื่องบูชากลับนำเอาเครื่องบูชามาดื่มกินกัน เอง เหมือนชาวจีนไหว้เจ้า ชาวไทยแก้บน เสร็จแล้วเอาอาหารมารับประทานกัน ถือว่าเหลือจากเทพแล้วเสียดาย มาทานกันเองดีกว่าปล่อยให้เสียไป ของออกจะแพง มาถึงยุคหลังๆ การณ์กลับเป็นว่าหนุ่มสาวญี่ปุ่นพากันจับจองที่ใต้ต้นซาkuระเพื ่อปิกนิกตอนเย็น เฮฮาดื่มเหล้าดื่มเบียร์ พร้อมนำอาหารกล่องมาแบ่งกันทาน หลายคู่ตกลงปลงใจกันใต้ต้นซาkuระนั่นเอง (  ตกลงเป็นแฟนกั๊น อย่าคิดลึก)

ฉันเข้าห้อง อาบน้ำไม่ทัน ได้แค่เปลี่ยนเสื้อผ้า ขืนมัวอาบน้ำต้องไม่ทันรถไปสถานีรถไฟแน่นอน ฉันเปิดประตุห้องออกมา ภาพที่เห็นคือ...ช่อดอกซาkuระวางอยู่หน้าห้องสามช่อ สวยสดราวกับเพิ่งเด็ดออกมาจากต้น ฉันหยิบขึ้นมาดู ยกขึ้นมาดม หอมเป็นบางช่อแฮะ ดมอีก เออแปลก ทำไมดอกซากุระกลิ่นมันไม่เหมือนกัน มาทราบภายหลังจากคนให้ว่า ดอกไม้สามช่อนั้นคือ ซาkuระ ดอกท้อ และดอกบ๊วย มองเผินๆ ดูคล้ายกันมาก หากเมื่อลงไปในรายละเอียดจะเห็นความแตกต่าง ดอกไม้ทั้งสามนี้เป็นดอกไม้นางเอกในเทศกาลดอกไม้ของชาวญี่ปุ่น

ยังไม่ทันพินิจพิจารณา มีมือยื่นมาส่งดอกไม้ให้อีกช่อหนึ่ง

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:22

"ช่อนี้หอมแน่นอนค้าบ ดอกเหมย รินรู้จักมั้ย"

ไม่ต้องบอกใช่มั้ยว่าเค้าเป็นใคร บอกมาตั้งแต่ตอนที่แล้วเพิ่งมาโผล่ ..พี่อิน...สูง หล่อ ยิ้มหน้าทะเล้น เหมือนเดิม

ใจฉันกระตุก พี่อิน ผู้ชายคนแรกที่เอาหัวใจฉันไป คนแรกที่ทำฉันร้องไห้ คนแรกที่สอนให้ฉันแยกความรักออกจากความใคร่ให้ได้หากเราไม่สามา รถรวมมันเข้าด้วยกัน

จำได้ไหม ฉันเคยเล่าที่พี่อินบอกว่าเวลาเขาคิดถึงฉัน เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องบนเตียงเลย

ฉันยกมือไหว้พี่อิน ยิ้มหน้าบานของเขาทำเอาฉันรีบยิ้มรับแทบไม่ทัน พี่อินคนเดิม แต่..มีอะไรบางอย่างดูแปลกไป

พี่อินตัดผมสั้น สั้นมากจนแทบจะเป็นสกินเฮด ทำไมต้องตัดผมสั้นขนาดนั้นด้วย

"ดูรินมองพี่เข้า ทำหน้าสงสัยอะไรจ๊ะ ดีใจจังที่ได้เจอรินอีก ไม่เจอกันนานเลยนะ"

"แล้วพี่อินไปบินไหนมา ทำไมรินไม่เจอพี่เลย "

ฉันคงทำหน้าบอกไม่ถูกอยู่อย่างนั้น มันบอกไม่ถูกจริงๆนี่ ไม่รู้จะวางตัวแบบไหน ไม่รู้จะพูดอะไรดี ไม่รู้ไปหมด

พี่อินเล่าว่า หลังจากที่เขาไม่ผ่านการ EVALUATE ถึงสองครั้ง เขาจึงท้อใจ ลาออกไปทำงานที่สายการบินประเทศเพื่อนบ้านที่โด่งดังเป็นเยี่ยม ทางด้านบริการเป็นเลิศ รับตำแหน่งกัปตันหลังผ่านการทดสอบฝีมือในการบินแล้ว เงินเดือนสูงกว่าที่บริษัทเรา แต่ต้องไปอยู่ที่ประเทศนั้น เขาเลยพาภรรยากับลูกไปอยู่ด้วยกัน ทั้งครอบครัวเขามีความสุขกันดี

พี่อินบอกว่าเห็นฉันตั้งแต่เข้ามาเช็คอิน หากเขาไม่อยากเข้าไปทัก เกรงผู้คนจะครหานินทา แต่อดไม่ได้ ต้องลงไปในสวนของโรงแรม แล้วเก็บดอกไม้มาให้ฉัน เพื่อแสดงว่า...

"พี่ไม่เคยลืมรินเลยนะครับ"

เพียงคำพูดเท่านั้น แต่ทำไมสะเทือนใจฉันนักหนา ฉันคุยกับพี่อินต่อไปเรื่อยๆจนเลยเวลาขึ้นรถบัสไปสถานีรถไฟนาริ ตะ ช่างมัน ไม่ไปสถานีรถไฟแล้ว เดี๋ยวรถบัสออก เพื่อนร่วมงานไม่เห็นฉันคงทราบเองว่าฉันเปลี่ยนใจไม่ไป  

พี่อินพาฉันเดินออกทางด้านหลังของโรงแรมไปที่ร้านอาหารเล็กๆขาย แต่อาหารจำพวกปลา ที่นั่นฉันทานได้ทานปลาย่างซีอิ๊วที่อร่อยที่สุดในโลก พี่อินทานปลาดิบ เขาชวนฉันให้ทาน แต่ฉันไม่ชอบปลาดิบสักนิด ฉันทานอาหารที่ไม่ปรุงสุกไม่ได้ เราเลยทานกันคนละอย่าง ไม่มีลูกเรือคนไหนมาที่ร้านนี้อาจจะเพราะเป็นร้านเดียวตั้งอยู่ โดดๆ ไม่สนุกเหมือนนั่งรถบัสไปที่สถานีรถไฟ ที่นั่นร้านอาหารมีให้เลือกมาก มีซุปเปอร์มาร์เก็ต มีร้านขายของน่ารัก  และยังเดินไปห้างสรรพสินค้าจัสโก้ได้ด้วย บางคนอยากไปเที่ยวกลางคืนในโตกียว ไปช้อปปิ้งที่ฮาราจูกุ แหล่งรวมแฟชั่นก็สามารถขึ้นรถไฟไปได้เลย

ดีแล้วที่ไม่เจอคนอื่น ขี้เกียจโดนนินทา พี่อินมาถึงนาริตะวันวันเดียวกับฉัน จะอยู่สามคืนแล้วบินไปลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ขากลับมาแวะที่นาริตะอีก

"พี่จะไปแอลเอ รินไปซีแอ๊ตเติ้ล แล้วเราจะได้กลับมาเจอกันอีก.."

"ริน สบายดีจริงป่าวครับ ลูกๆเป็นไงบ้าง สงสัยหน้าตาดี พ่อก็หล่อ แม่ก็สวย”

พี่อินทราบข่าวฉันตลอดจากเพื่อนนักบินคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาห่วงฉันมากเพราะ...

"หนิงรอบจัด คนอย่างรินไม่ทันเค้าหรอก"

สุดท้ายฉันเผลอเล่าเรื่องลูกไก่และเชอร์รี่ไปจนได้

เล่าไปเล่ามาเลยพาลร้องไห้ ตอนนั้นเราเดินกันอยู่ในสวนดอกไม้ของโรงแรม ต้นไม้ใหญ่น้อยเต็มไปด้วยดอกไม้ ชวนให้นึกถึงคราวที่ไปนูเมียกับพี่อิน ยิ่งร้องหนักขึ้น มันเศร้านี่

พี่อินหยิบผ้าเช็ดหน้าลายทางสีหม่นออกมาจากกระเป๋ากางเกง ส่งให้ฉัน

"รินจ๋า อย่าร้องไห้ แล้วนี่พี่จะช่วยรินได้ยังไงดี เฮ้ออออ กลุ้ม..กลุ้ม...กลุ้ม..."

ฉันรับผ้าเช็ดหน้ามาจากพี่อิน ซับน้ำตาเอง คงไม่ค่อยดีถ้าจะให้พี่อินมาซับน้ำตาให้แบบในหนัง ฉันเตือนตัวเองให้นึกถึงลูกรุ้งกับลูกเมฆตลอด

ลูกเป็นความรักที่มีความหมายกับฉัน มากกว่าความรักอื่นใด ลูกเปรียบเสมือนเนวิเกเตอร์ชี้ทางทุกครั้งที่ฉันจะเดินไปในทางผ ิดๆ

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:23

พี่อินเปลี่ยนเรื่องคุยจากเรื่องของฉันเป็นเรื่องอื่น

"รินดูสิครับ ว่าต้นนี้ต้นอะไร ทายซิ"

"พี่อินจะมาแกล้งอะไรริน รินกำลังเศร้านะคะ นี่มันต้นซาkuระเห็นๆ ถามมาได้ไงคะเนี่ย"

"รินดูดีๆ กลีบดอกมันบางกว่าซาkuระ สีก็แดงกว่า หอมด้วย ดมสิครับ พี่บอกตั้งแต่แรกที่เจอรินวันนี้แล้วว่ามันดอกอะไรเอ่ย.."

ตอนท้ายพี่อินทำเสียงล้อๆราวกับล้อเด็ก

ฉันสบตาเขา นึกขึ้นได้ "ดอกเหมยๆ ใช่มั้ยคะพี่อิน"

"ใครบอก ดอกบ๊วยตาหาก" พี่อินทำหน้าทะเล้น

"โอย พี่อินอำรินอีกแล้ว ซากุระ ดอกเหมย ดอกบ๊วย  รินงงแล้วนะ"

"เห็นมั้ย รินหยุดร้องไห้แล้ว  พี่เห็นรินร้องไห้แล้วใจไม่ดี หัวใจจะวายตาย"

" พี่อินนี่น้า  พูดเอาๆ แล้วตกลงดอกไม้นี่มันดอกอะไรกันแน่คะ อธิบายมาด่วน " ฉันเริ่มหายเศร้า ขำพี่อินที่พยายามเปลี่ยนอารมณ์ฉันได้สำเร็จ

พี่อินเป็นคนชอบต้นไม้ เป็นข้อหนึ่งที่เหมือนพี่หนิง เขาอธิบายให้ฉันฟังว่าที่แท้ดอกบ๊วยคือดอกเหมยที่คนจีนเรียก มีทั้งแบบมีผลทานได้และไม่มีผล คนญี่ปุ่นเรียกว่า UME เป็นดอกไม้ชนิดแรกที่บานในฤดูใบไม้ผลิ โดยจะเริ่มบานตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม มีช่วงที่บานนานถึงเดือนเมษายน จะค่อยๆบาน ค่อยๆร่วง กลีบดอกหนากว่าซาkuระ และหอมมาก เป็นสัญญลักษณ์แห่งความโชคดี มีอายุยืนยาว มีความอ่อนเยาว์ยืนยง เป็นดอกไม้แห่งความหวัง

ฉันเลยติดใจดอกเหมยเหรือดอกบ๊วยเข้าให้ในวันนั้นเอง ต่อมาทุกครั้งที่เห็นถุงบ๊วยต่างๆมีรูปดอกบ๊วย ฉันจะนึกถึงดอกบ๊วยจริงๆที่ฉันเห็นที่นาริตะเสมอ และจะคอยบอกใครๆว่า

"รู้ป่าว ดอกบ๊วยนี่นะมันคือดอกเหมยจ้า" แล้วบรรยายคุณสมบัติของดอกเหมยพ่วงเข้าไปอีก

กลับถึงโรงแรมค่ำมาก  อากาศเริ่มเย็น เราเดินเกือบถึงตัวโรงแรมแล้ว พี่อินหันมาหาฉัน ประคองหน้าของฉันไว้ แล้วจูบฉันที่หน้าผาก

"พรุ่งนี้ไปวัดนาริตะซังกันมั้ยครับริน ใกล้ๆนี่เอง พี่อยากพารินไปไหว้พระ รินจะได้มีความสุข  รินเคยไปแล้วยังครับ"

"ยังค่ะ ไปค่ะ"

เรานัดพบกันตอนเช้าที่ประตูหลังสวนในโรงแรม พี่อินบอกว่าไม่อยากให้ใครเห็นเราสองคน เขาไม่อยากให้ใครมาเข้าใจผิด

ฉันแยกกับพี่อินตรงนั้น เขาบอกให้ฉันเข้าโรงแรมไปก่อน  เข้าไปถึงล็อบบี้ เจอพี่จี๊ด (แอร์คนที่เคยไปตะวันออกกลางกับพี่อินและฉัน)นั่งคุยอยู่กับน้อ งบิว (เจ้าของชื่อบอกว่าย่อมาจาก BEAUTIFUL) สจ๊วตสาวที่สวยเหมือนผู้หญิงจริงๆ  นอกเครื่องแบบแล้วบิวแต่งตัวสวย สวมกางเกงขายาวเข้ารูป กับเชิร้ตตัวสั้น รวบชายเสื้อมาผูกเป็นโบว์ไว้เหนือเอวนิดหน่อย   ศีรษะมีผ้าโพกผมพันไว้อย่างเก๋ ชวนมอง คนที่ไม่รู้จักบิว ต้องคิดว่าบิวเป็นหญิงแท้แน่นอน

บิวลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหาฉันทันทีที่ก้าวเข้าไปถึงล็อบบี้ กระซิบกระซาบว่า

“ใครน่ะ พี่ริน บิวไม่ได้อยากแอบดูนะ มันเห็นเอง”

ตายหละ มีคนเห็น แล้วเรื่องแบบนี้จะลอดหูลอดตาขาเม้าท์ไปได้อย่างไรกัน

บิวยิ้มหวาน ทำหน้าคาดคั้นให้ฉันตอบคำถามเธอ

“เอ่อ ...เพื่อนเก่าน่ะบิว พี่เค้าออกไปอยู่สายการบินอื่นแล้ว พอดีไม่เจอกันนานหลายปีละ มาเจอกันที่นี่เลยไปทานข้าวกันน่ะ ไม่มีอะไรหรอก  บิวอย่าคิดมาก”

“แล้วพี่รินไม่กลัวพี่หนิงรู้เหรอ  พี่หนิงคนหล่อของบิว พี่รินรู้มั้ย บิวกะจะออกจากบริษัทไปอยู่เดนมาร์กกะแฟน แต่บิวยังอาลัยพี่หนิงอยู่เนี่ย อยากลองซักครั้ง พี่รินจะว่ามั้ย ขอบิวครั้งเดี๊ยว บิวจะไม่ลืมพระคุณพี่รินคนสวยเลย...”

“ฮ่าๆๆ  บิวต้องคุยกับพี่หนิงเอง พี่ไม่เกี่ยว”

ฉันไม่ตอบคำถามตอนต้นของบิว บิวเองก็ไม่เอาใจใส่ค้นหาคำตอบ พอดีพี่จี๊ดลุกขึ้นมาสมทบ

“ริน เมื่อกี้พี่ไปหาซื้อแบตมือสองที่สเตชั่น หาไม่ได้เลย  ไม่มีขายซักร้าน” พี่จี๊ดบ่น

“ แบตอะไรล่ะคะพี่จี๊ด  ถ้าสี่เอรินมี เดี๋ยวไปเอาให้ พี่จี๊ดใช้กี่ก้อน ใส่อะไรคะ แล้วทำไมต้องเป็นแบตมือสองด้วย” ฉันซื่อตามเคย

“แบตไฟเก่างั้ยริน รินคงไม่ให้พี่หรอก ฮี่ๆๆๆๆ”

บิวหัวเราะเสียงสูง

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:24

“โห..มุกพี่จี๊ด แบตไฟเก่า  เท่ากับถ่านไฟเก่า นี่บิวจะขำหรือไม่ขำดีเนี่ย”
“อ้ะ เพื่อความสามัคคี เพื่ออาหารดีๆจากเฟิร์สคลาส บิวขำก็ได้ ....ฮิ ฮิ ฮิ”

บิวทำเสียงเล็กเสียงน้อย  แล้วการสอบถามเรื่องฉันกับพี่อินก็หวนกลับมาอีก ฉันบอกพี่จี๊ดกับบิวไปว่า พี่อินกับฉันบังเอิญมาพบกันจริงๆ แล้วชวนทั้งสองคนให้ไปวัดด้วยกันในวันรุ่งขึ้น



“ไหนๆก็ไหนๆ แล้ว พรุ่งนี้เราไปวัดด้วยกันเลยดีมั้ย จะได้เห็นกันไปว่า แบตเก่าที่พี่จี๊ดว่ามามันหมดอายุไปนานแล้ว ไปดูให้เห็นกับตา จะได้เป็นพยานให้รินได้ ถ้าเกิดพี่หนิงรู้ขึ้นมา”

“พี่รินกลัวพี่หนิงด้วยเหรอฮ้า  บิวว่าพี่หนิงน่าจะกลัวพี่ริน เอ๊ย เกรงใจพี่รินมากกว่าน้า พี่หนิงออกจะเจ้าชู้ขนาดนั้น คนเจ้าชู้น่ะ กลัวเมีย แต่แหม เมียอย่างพี่ริน น่ากลัวตาย พี่รินต้องเล่นบทโหดๆมั่ง เอาป่ะ เดี๋ยวบิวเทรนให้ บทนางร้ายเหนือนางร้าย บิวเชี่ยวนะ ขอบอกๆ”

บิวเจื้อยแจ้วไปได้เรื่อย มองเธอแล้วเพลินจริงๆ หน้าเล็กๆ สวยงาม ผิวเนียนละเอียด  พระเจ้าคงใส่เพศให้บิวผิดเป็นแน่  

เปลี่ยนเรื่องคุยกันไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ พี่จี๊ดกับบิวน่ารักมากตรงที่ไม่ถามฉันเรื่องพี่หนิงกับเชอร์รี ่เลย

สองคนตกลงไปด้วย เช้าไปวัด บ่ายช้อปปิ้ง เย็นไปฮานามิ

“บิวอย่าแต่งตัวเซ็กส์ซี่มากนักล่ะ พรุ่งนี้ไปวัด เอาเรียบร้อยหน่อย เดี๋ยวพระท่านเห็นบิวแล้วเกิดซู่ซ่าขึ้นมามันจะไม่ดีนะ บาปรู้มั้ย”

พี่จี๊ดสั่งสอนบิว มาคราวนี้พี่จี๊ดดูธรรมะธรรโมขึ้น ไม่เหมือนครั้งแรกที่ไปตะวันออกกลางด้วยกัน เธอนินทาภรรยาพี่อิน แถมยุให้ฉันแย่งพี่อินเอาเสียด้วย

คืนนั้น พี่อินไม่ได้โทร.มาที่ห้องฉัน ไม่มีบทโรแม้นซ์อะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น  แล้วแบบนี้จะไม่ให้ใจฉันยิ้มเวลานึกถึงพี่อินได้อย่างไร

วันรุ่งขึ้น เมื่อเจอพี่อินตามนัด ฉันบอกพี่อินว่า ฉันชวนพี่จี๊ดกับบิวไปด้วยเพื่อกันข้อครหา พี่อินไม่ว่าอะไร

พี่จี๊ดลงมาก่อนบิว ทักทายพี่อินอย่างคนรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน  บิวลงมาช้าสุด มาถึงรีบยกมือไหว้กราด

“บิวขอโทษนะฮะที่มาช้า บิวมัวหาชุดเรียบร้อยอยู่ โอย กว่าจะครีเอทได้ ดูสิฮ้าพี่จี๊ด ชุดนี้เป็นไง หวานแหววมั้ย”



บิวหมุนตัวไปมา ฉันเพิ่งสังเกตว่าบิวมีหน้าอกด้วย  เธอสวยเหมือนผู้หญิงจริงๆ

ความสวยของบิวเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ลูกเรือว่าฟ้าส่งเธอมาเกิด ผิดแท้ๆ  

บิวสวมเสื้อเชิ้ร์ตแขนยาวสีขาวจุดดำ สอดชายเสื้อไว้ในกางเกงขายาวสีดำ  คล้องเอวไว้หลวมๆด้วยสายไข่มุกเม็ดใหญ่น้อยร้อยแบบพันกัน ไว้  สวมรองเท้าคัทชูสีดำประดับริบบิ้นเล็กๆ  โพกผมด้วยแพรสีขาว

หลังจากชมเชยความสวยแบบเชียร์กันเองของแต่ละคนแล้ว เราทั้งสี่ออกเดินทางไปวัดนาริตะซัง


เหตุการณ์วันนั้นเป็นเรื่องที่ฉันลืมไม่ลงอีกเรื่องหนึ่งในชีวิ ต

วัดนาริตะซังอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก วัดอันแสนสวยงามนี้สร้างขึ้นประมาณหนึ่งพันกว่าปีมาแล้ว บริเวณวัดประกอบด้วยวิหารหลายหลัง งดงามแบบญี่ปุ่นโบราณ ฉันชอบดูงานศิลปะที่คนสมัยก่อนสร้างไว้ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม หรือศิลปกรรมแขนงอื่นล้วนมีความงดงามอยู่ในตัว การที่ฉันได้เป็นแอร์นับเป็นโอกาสดียิ่งที่ฉันได้เห็นผลงานศิลป ะหลากหลายทั่วโลก ไว้เล่าตอนหลังดีกว่า(ถ้าไม่ลืม)ว่าที่ไหนมีอะไรน่าชมบ้าง

พี่อินดูแลเราสามสาวอย่างดี ขอเรียกบิวรวมในหมู่สาวด้วย ไม่มีใครมองออกว่าบิวเป็นผู้ชาย แม้แต่เสียงของเธอก็ยังไม่ห้าว พูดออกมาเหมือนผู้หญิง แล้วแบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าพระเจ้าติดเพศให้บิวผิดได้อย่างไร

วัดนาริตะซังเป็นวัดที่บูชาเทพเจ้าแห่งไฟ มีเทวรูปของเทพเจ้าองค์นี้ที่มีนามว่า “ฟุโดเมียวโอ” ให้สักการะ ชาวญี่ปุ่นนิยมมาทำบุญที่วัดนี้กันมาก พี่อินเล่าว่าเขามานาริตะทีไร ต้องแวะเวียนมาไหว้ขอพรจากเทพเจ้าเสมอ พี่อินแอบกระซิบทีเล่นทีจริงกับฉันว่า

“พี่มาขอเทพเจ้าแห่งไฟให้ช่วยดับไฟให้พี่ที ห้าปีกว่าแล้วพี่ยังทำใจไม่ได้เรื่องริน ..ไฟรักรินมันสุมอก...เว่อร์เนอะครับริน อย่าถือพี่นะ พี่ไม่ควรพูดจาแบบนี้กับรินอีกแล้ว”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่อิน รินดีใจนะที่พี่ยังไม่ลืมริน รินเองไม่เคยลืมพี่อินเหมือนกัน แต่เรามีหน้าที่ของเราใช่มั้ยคะพี่อิน”

ฉันพูดจามีเนื้อหาดีจัง แต่จะพูดอะไรได้มากกว่านี้ ในเมื่อเราสองคน พี่อินกับฉัน มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะสานความรู้สึกเก่าๆหรือเริ่มความสัมพ ันธ์ใหม่ๆ การได้มาพบกันครั้งนี้ ไม่ควรมีสิ่งไม่ดีงาม(ในสายตาชาวบ้าน)เกิดขึ้น การใกล้ชิดพี่อินอีกครั้งทำให้ฉันคลายความเครียดจากเรื่องพี่หน ิงและเชอร์รี่ไปได้มากทีเดียว โดยไม่รู้ตัวเลยว่า เวลาสิบสี่วันของไฟลท์นี้ พี่หนิงลาพักร้อน พาเชอร์รี่ไปเที่ยวยุโรปเพราะเจ้าหล่อนอยากไป เนื่องจากยังไม่ได้บินยุโรป ดูพี่หนิงทำกับฉันเข้าสิ

Back to Top
suntaree View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 01 พ.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 1080
Post Options Post Options   Quote suntaree Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:26
รออ่านต่อค่ะ   ขอบคุณนะคะ สนุกมากๆเลยค่ะ 
Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:27

วันนั้น พี่อินสวมเสื้อเชิ้ร์ตแขนสั้นสีเหลืองอ่อน กับกางเกงขายาวผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเข้ม พี่อินแต่งตัวเท่ห์ เสื้อผ้าของเขาจะมีลูกเล่นเล็กๆน้อยๆที่ดูดีมีเทสต์ ต่างจากพี่หนิงที่ไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าเลย มีอะไรจับใส่ได้ทั้งนั้น พี่หนิงมีเสื้อตัวโปรดที่ฉันไม่ชอบเอามากๆอยู่ตัวหนึ่ง แต่ฉันไม่เคยบอกเขาหรอกว่าฉันไม่ชอบ ฉันถนอมน้ำใจพี่หนิงเสมอ หากเขาไม่เคยถนอมน้ำใจฉันเลย

เราทั้งสี่คนเดินชมวิหารไม้สนในวัดนาริตะซังที่มีหลายหลัง เดินชมดอกไม้ในสวนญี่ปุ่นที่จัดไว้น่ารักน่าเอ็นดู
ใจฉันพองๆอย่างไรพิกล จนบิวแอบแซวว่า

“พี่รินเจ้าขา ถ้าพี่หนิงรู้ ว่าพี่รินมาเที่ยวหนุกหนานแบบนี้ พี่หนิงจะตึงมั้ย”

“ตึง”เป็นศัพท์ที่บิวคิดขึ้นเอง และแพร่หลายมาเรื่อยๆนอกวงการพวกเรา หมายถึงตึงเครียดหรืออะไรทำนองนี้

“ไม่ตึงมั้งบิว แต่จะเตะพี่เอาอ่ะดิ” ฉันพูดเล่นกับบิว ใจไม่คิดหรอกว่าพี่หนิงจะทำแบบนั้นได้

“พี่รินว่ามั้ยว่าพี่อินนี่เค้ามีเสน่ห์มั่กๆ เลยฮ่ะ บิวอยากเป็นแฟนพี่เค้าซักครึ่งชั่วโมงได้ป่าวเนี่ย จะทำให้พี่เค้าขนลุกเล้ย”

“ขนลุกแบบไหนล่ะยัยบิวเอ๊ยยย” พี่จี๊ดถาม หัวเราะกับสีหน้าเอาจริงเอาจังของบิว

“บิวไม่บอกร้อกกกก สงวนลิขสิทธิ์ อิอิอิ นะค้าพี่จี๊ด”

บิวค้อนพี่จี๊ดอย่างสวย นานต่อมา เมื่อฉันเจอบิวอีกครั้ง เธอไปแปลงเพศมาเรียบร้อย และสวยขึ้นอีกจนจำแทบไม่ได้ บิวมีแฟนเป็นฝรั่ง(แถมรวยมาก)หลายคน เธอแปลงร่างจากหนุ่มน้อยรูปงามเป็นสาวสวยไฮโซ มีงานหรูหราที่ไหน เป็นต้องมีบิวที่นั่น แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเธอเคยเป็นผู้ชายมาก่อน

เราไปทานอาหารกลางวันกันที่ห้างสรรพสินค้าจัสโก้ ตอนนั้นเป็นห้างเดียวตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดนาริตะซังมากนัก ต่อมากลายเป็นศูนย์การค้าใหญ่ชื่อ อิออน แต่ยังมีห้างจัสโก้อยู่ในศูนย์การค้าด้วย

วันนั้น อากาศเย็นสบาย แดดอบอุ่น ฟ้าใส ฉันสบายใจจนทานอาหารได้มากกว่าปกติ หลังอาหารกลางวัน เราเดินเล่นกันในห้าง บิวดึงพี่จี๊ดไปช่วยเลือกอุปกรณ์เสริมสวย เนื่องจากพี่จี๊ดเป็นเจ้าแม่บิวตี้ของน้องๆ
เครื่องสำอางอะไรดีไม่ดีพี่จี๊ดรู้หมด จนบางคนสงสัยว่าพี่จี๊ดมีหน้าแค่หน้าเดียว ทำไมใช้เครื่องสำอางได้มากมายขนาดนั้น

ตอนที่อยู่กันสองคน พี่อินแอบเอาห่อของเล็กๆใส่กระเป๋าถือฉันไว้ กระซิบกระซาบหน้าตายว่า

“รินค้าบบบ พี่ฝากของไว้ในกระเป๋ารินหน่อยน้า แล้วอีกยี่สิบปีจะมาเอาคืน”

ฉันหัวเราะ

“อีกยี่สิบปี พี่อินคงมีหลานแล้ว คงลืมรินไปแล้วแหละค่ะ”

“รินคอยดูไป บางเรื่อง บางคน เราไม่ต้องตั้งใจให้จำ เราก็จะจำได้ เพราะเราไม่มีทางลืมไงครับ เอ๊ะ พี่พูดให้รินเวียนหัวป่าวครับ เอาเป็นว่า พี่ไม่ลืมรินละกันนะครับ พูดมากไป เดี๋ยวหนิงมาชกหน้าพี่”

พี่อินพูดขำขำ เขาเป็นคนที่อยู่ใกล้แล้วสบายใจ แต่..เขามีเจ้าของ และ..ฉันเองก็มีเจ้าของ...

หยุดคิดเลยนะริน ฉันเตือนสติตัวเอง

แหม...คนเราไม่ใช่จะสามารถสั่งหัวใจได้อย่างที่สมองต้องการทุกค รั้งเสมอไปนี่นะ มันต้องมีเผลอกันมั่ง

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:27

ฉันบอกตัวเอง เตือนตัวเองให้นึกถึงลูก นึกถึงพี่หนิง นึกถึงคำนินทาของผู้คน ฉันพยายามอย่างหนักที่จะสั่งหัวใจให้ได้ว่า หยุดๆๆๆๆๆ ยู้ดดดดดดดดดดดดดดดด หยุดคิดเรื่องไร้สาระ หยุด....

แต่พี่อินทำให้ฉันหยุดไม่ได้ เย็นนั้นพี่อินไม่ไปฮานามิกับพวกเรา แต่แยกไปกับกลุ่มลูกเรือสายการบินเขา ก่อนแยกกัน พี่อินบอกฉันว่า

“คืนนี้พี่จะโทร.ไปคุยนะครับริน”

ฉันรับคำ แล้วไปฮานามิกับลูกเรือในเที่ยวบินของฉัน เราต้องอยู่กันอีกเกือบสองสัปดาห์ ต้องทำความคุ้นเคยกันหน่อย

ตารางบินของพวกเรา ไม่ใช่จะเลือกได้ว่าจะบินกับใคร นอกจากคอยแลกไฟลท์ตามกัน (โดยเฉพาะพวกจีบกันใหม่ๆ) บางคน เจอกันครั้งหนึ่ง ไปด้วยกันหลายวัน สนิทสนมกันดี ลงจากไฟลท์อาลัยอาวรณ์ เป็นแบบนี้ไม่นานก็เจอคนใหม่ให้สนิทไปเรื่อยๆ อย่างที่หนุ่ยเคยบอกฉันว่า หนุ่ยมีเพื่อนสนิทนับร้อย และเพื่อนสนิทของหนุ่ยแต่ละคนยังมีเพื่อนสนิทอีกเป็นร้อยๆเช่นก ัน

สังคมของพวกเรา มองดูน่าสนุก ได้ไปโน่นมานี่ รายได้ดี มีของสวยๆงามๆใช้ แต่เบื้องหลังคือความเหนื่อยอย่างสาหัสในการทำงานที่ไม่ตรงเวลา กับชาวบ้าน ต้องอดหลับอดนอน ต้องยิ้มเสมอ ต้อง..ต้อง...เป็นอะไรที่ภาพพจน์ดีงามตลอดเวลา ดังนั้นเวลาที่ไม่ทำงาน ลูกเรือที่เก็บกดทั้งหลายมักจะจับกลุ่มไปไหนมาไหนด้วยกัน คุยกันแบบคนหัวอกเดียวกัน จึงทำให้สนิทกันได้ง่ายดายรวดเร็ว

คืนนั้นฉันสนุกสนานกับการฮานามิมาก อาหารเหลือเฟือ รวมไวน์ญี่ปุ่นที่บางคนซื้อมา กับการคะยั้นคะยอของบิว(ที่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่มา เป็นชุด “ล่อตะเข้ตี๋ยุ่น”-ตามสำนวนของบิว ) ทำให้ฉันลองทั้งไวน์ทั้งสาเกจนมึนไปหมด

กลับถึงห้อง ฉันง่วงมากด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ เนื่องจากปกติฉันไม่ได้เป็นคนเที่ยวหรือดื่ม แต่ทำแจ๋นดื่มตามคนอื่นเลยทั้งเมาทั้งมึน

เมื่อพี่อินมาเคาะห้อง ฉันจึงเปิดอย่างเต็มใจ เต็มใจให้พี่อินเข้ามาในห้อง
คนเราหนอ โทษแอลกอฮอล์ ไม่โทษตัว
เต็มใจให้พี่อินกอด เต็มใจให้พี่อินจูบ เต็มใจให้พี่อินถอดเสื้อผ้า และลูบไล้ร่างกายฉัน

เต็มใจนอนกับพี่อิน ด้วยความสุขสม ด้วยใจที่โหยหา
ตอบสนองความต้องการของเราทั้งคู่ที่เก็บมานาน



พี่อินกับฉันตื่นสายมาก ฉันตื่นก่อน ลืมตามองพี่อิน เขาหลับปุ๋ย รอยหยักที่มุมปากเชิดขึ้น ดูเขาน่ารักจังเลย

แต่แล้ว ..ความจริงที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวทำให้ฉันใจหาย โอยยย ... นี่ฉันทำอะไรลงไป ตายๆๆๆๆๆๆๆๆ
แล้วจะทำไงดีเนี่ย ฉันถามตัวเองอย่างเหนื่อยใจ

พี่อินตื่นหลังจากฉันไม่นาน เขายิ้มหน้าชื่น ไม่ทำท่าสักนิดว่าตัวเองผิด นี่แหละผู้ชาย สุดท้าย..เหมือนกันหมดฮึ!!!!!!!!!

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:28

เราต่างไม่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ฉันแน่ใจว่าเราคิด พี่อินชวนฉันออกไปหาอะไรทาน แต่ฉันบอกให้เขากลับไปห้องก่อน พี่อินไม่ยอมกลับ เขาสัมผัสฉันอีก จุดไฟในตัวฉันขึ้นอีก ไฟปรารถนาที่ยากจะหยุดยั้งได้ ณ.ตอนนั้น

แล้วเรื่องเดิมก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก คราวนี้จะโทษอะไร ไม่ได้มึน ไม่ได้เมาด้วยแอลกอฮอล์ แต่เมามึนด้วยรสรักของพี่อิน ฉันเองช่างเลวไม่ต่างจากเชอร์รี่เลย เคยบอกแล้วว่าอ่านไปเรื่อยๆจะทราบว่ารินเองไม่ได้เป็นคนดีมากเท ่าไหร่

คราวนี้รู้แล้วว่าทำไมคุณจิ๋มเธอจึงหวงหึงพี่อินนักหนา

และรู้ว่าทำไมเชอร์รี่ถึงยอมพี่หนิง

ที่จริง ถ้าเชอร์รี่จะอยุ่ของหล่อนเงียบๆ ไม่มาวีนฉัน เรื่องมันคงไม่ยุ่งเหยิงขนาดที่เกิดขึ้นมาหรอก


มาถึงวันนี้ ฉันมองย้อนไปวันนั้นแล้วสมเพชตัวเองมาก ฉันได้ทำสิ่งไม่ดีในชีวิตหลายเรื่อง ฉันยุ่งกับผู้ชายอื่นทั้งที่ตัวเองมีสามีแล้ว ไม่ว่าจะหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองอย่างไร มันก็คือความผิดบาป ความไม่ดีอยู่นั่นแหละ

ฉันจึงต้องชดใช้กรรมต่ออีกนานหลังจากนั้น

พี่อินถามฉันว่าดูของที่เขาให้ฉันหรือยัง ฉันหยิบห่อของออกมาเปิดดู

พี่อินให้จี้คริสตัลรูปดอกเหมย ร้อยด้วยสร้อยทองคำขาวเส้นบางๆ

สร้อยเส้นนั้นยังอยู่กับฉันจนถึงวันนี้

พี่อินกับฉันอยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคืน วันต่อมาเราต่างแยกย้ายไปบิน ฉันไปซีแอ๊ตเติ้ล พี่อินไปลอสแอนเจลิส แล้วเราจะกลับมาพบกันที่นาริตะอีกในตอนขากลับจากสหรัฐอเมริกา

น่าแปลกที่พอเรามีอะไรกัน เราทั้งคู่กลับไม่พูดถึงมัน หรือแบบนี้เค้าเรียกว่า “แค่มองตาก็เข้าใจ”

ฉันทำงานไปซีแอ๊ตเติ้ลแบบหวิวๆยังไงไม่รู้ สุขปนทุกข์ใจ แต่ไม่ยอมหยุด (นึกถึงความน่ารักของพี่อิน)

คิดถึงลูก ใจแป้ว.. ต้องไม่ให้ลูกรู้เรื่องนี้เด็ดขาด

เรื่องเล่านี้ ต้องห้ามรุ้งกับเมฆมาอ่าน....จุ๊...จุ๊... อย่าเอ็ดไป

จากนาริตะไปซีแอ๊ตเติ้ล ฉันทำงานคู่กับบิวในชั้นธุรกิจข้างล่าง พี่จี๊ดทำงานที่เฟิร์สคลาสกับพี่ป๋อง มีพี่ตุ้ยเป็นเพอร์เซ่อร์ พี่กล้าเป็นอินไฟลท์แมแนเจอร์ ชั่วโมงบินยาวกว่าปกติเนื่องจากเครื่องของเราบินต้านลม จากปกติประมาณ 15 ชั่วโมง กลายเป็นเกือบ 17 ชั่วโมง

ผู้โดยสารในชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจไม่มากนัก แต่ชั้นประหยัดค่อนข้างเต็ม มีคณะคนไทยกลุ่มหนึ่งประมาณเกือบหนึ่งร้อยคน นั่งมาจากกรุงเทพเพื่อจะไปลงดัลลัส จุดหมายปลายทางสุดท้ายของเส้นทางบินนี้

เวลาบินไฟลท์ที่ต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนลูกเรือ ทุกๆครั้งที่เครื่องลง ผู้โดยสารจะต้องลงไปทรานสิท (transit) ที่สนามบินนั้นๆเป็นเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้พนักงานขึ้นมาทำความสะอาดเครื่อง มีการเปลี่ยนอาหารใหม่ เอาตู้อาหารเก่าลงไป อาหารใหม่ขึ้นมาตามจำนวนผู้โดยสาร เพิ่มเติมเผื่อขาดไว้บ้าง ส่วนลูกเรือที่จะลงไปพัก ณ. ประเทศนั้นๆจะเตรียมงานเท่าที่ทำได้ไว้ให้ลูกเรือที่ขึ้นมาใหม่ มีการเขียนโน้ตถึงกัน บอกไว้ว่าผู้โดยสารท่านใด ลงที่ไหน ชอบเครื่องดื่มอะไร เป็นต้น อย่างเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินยาว ต้องส่งต่อเครื่องกันหลายตลบ โน้ตที่พวกเราส่งต่อกันบางทีอ่านแล้วขำ บางทีอ่านแล้วเครียด บางทีอ่านแล้วนึกถึงหน้าคนเขียนว่ามันคิดได้งัยนี่

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:30

ตัวอย่างที่ 1

เตรียมงานไว้หมดแล้ว ห้ามด่าลับหลังนะยะ...

!!!! ระวัง 3A !!!!

อุ๊บส์...ไม่มีไรหรอก...หล่อม้ากกก ลูกเจ้าของ NORDSTORM (ห้างสรรพสินค้าดังแห่งหนึ่งในอเมริกา)

คุยดีๆ แจกบัตรลดราคา แถม GIFT VOUCHER จริงๆนะ อย่ามาว่าชั้นโม้

ขอให้เพลิดเพลินจำเริญใจกับ Sleepless in Seattle **** (แอบใส่หูฟังด้วยนะ)

จาก.........เพื่อนแอร์ที่วันนี้ลงเรือคนละลำ (ลงชื่อ)

ตัวอย่างที่ 2

คนไทยกลุ่มนี้เป็นโรคนอนไม่หลับเหมือนในหนัง Sleepless in Seattle

ชอบแซวแอร์ แต่ไม่สนสจ๊วต อกหักๆๆๆๆ

จาก........สจ๊วตสาว(สวยกว่าพวกมเริงที่กำลังอ่านอยู่ซะอีก)

ตัวอย่างที่ 3

ชั้นแอบเอาแซนด์วิชที่โหลดมาจากบ้านเราไว้ในตู้เย็น เผื่อหิวกันจะได้ไม่อดตาย

ปอกผลไม้ไว้ให้พวกแกรด้วย อย่าลืมสัน-ระ-เสิน คนปอก่อนกิน ไม่งั้นมีแช่ง

ผู้โดยสารคนไทยที่ไปดัลลัส มีคนนึงเป็นญาติกรูเอง นั่ง 27 J ฝากด้วย

ดูแลให้ดีเหมือนเป็นญาติเมริงเองเลยน้า

ถึงซีแอ๊ตเติ้ลแล้วมีอะไรลดราคาออนเซลบอกไว้ที่เคาน์เต้อร์ด้วย นะเวร้ยยย

From : ญาติคนอ่านแหละ (ซะที่ไหน)

------------------------------------------------------------ ----------------------------------------------


เอาแค่นี้ก่อน บางคนที่จีบกันแต่พยายามแลกไฟลท์ไม่ได้ จะส่งต่อเครื่องด้วยการแนบจดหมายไว้ให้กันอ่าน โดยใช้กระดาษของบริษัท ซองของบริษัท

พวกเรามักจะถือวิสาสะหยิบของบนเครื่องไปใช้ส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ แล้วแซวกันเองว่า

“โอ๊ยยย ที่บ้านมีของบนเครื่องหมดแล้ว ขาดแต่เครื่องบิน อิอิ”


เข้าเรื่องดีกว่า มาอยู่ห้องนอกเรื่องนี่ดีที่สุด นอกเรื่องไปไหนได้ทั้งนั้น (ชอบห้องนี้จัง)

ฉันทำงานเสร็จเร็ว เพราะผู้โดยสารของฉันกับบิวมีไม่มาก ฉันบอกบิวว่า

“บิวดูผู้โดยสารนะ พี่จะไปช่วยข้างหลัง”

“อือฮึ” บิวรับคำ ต่อท้ายไล่หลังมาว่า

“พี่รินยังมีกะใจทำงานเนอะ เป็นบิวคงร้อนรุ่มกลุ้มจาย ทำอะไรไม่ได้เล้ยย คิดถึง Sleepless in Narita ใช่ม้าพี่ริน บอกบิวมาเลย บิวดูออก บิวเป็นคนอยากรู้แล้วต้องรู้ ไม่งั้นตายตานอนไม่หลับ เอ๊ย ตายตาไม่หลับ พูดถูกมั้ยกรู”

ฉันเดินหนีคำถามของบิวไปที่ช่วยทำงานที่ชั้นประหยัด มันไม่ใช่หน้าที่ที่เราต้องไปช่วยงานในโซนที่ไม่ได้รับมอบหมายใ ห้ทำงาน หากเป็นน้ำใจมากกว่า มาเครื่องเดียวกัน ว่างแล้วช่วยๆกัน เดี๋ยวก็เสร็จ การช่วยงานกันเป็นเรื่องธรรมดา ใครไม่ช่วยสิแปลก

เสร็จจากการบริการ พวกเราจะต้องเดินบอกให้ผู้โดยสารช่วยกันปิดหน้าต่าง เนื่องจากจะมีการฉายภาพยนต์ บวกกับเราต้องบินข้ามเส้นแบ่งเวลา ทำให้เวลากลับกลางวันเป็นกลางคืนสลับกัน มืดอยู่ไม่นาน พอข้ามเส้นแบ่งเวลา กลายเป็นกลางวันไปเฉย การปิดหน้าต่างจึงช่วยให้ในเครื่องมืดลง สะดวกสบายในการนอนพักผ่อนของผู้โดยสาร

เวลาไปอเมริกา ร่างกายพวกเราต้องปรับตัวกับเวลาที่เปลี่ยนไปมาก การสลับเวลาไปถึงสิบสี่สิบห้าชั่วโมง ทำให้นาฬิกาในตัวรวนไปเลย

งานของพวกเรา ต้องปรับตัวกับเวลาที่ไม่เป็นเวลา หมายถึงว่า เราต้องพยายามปรับตัวให้ได้ตามเวลาของประเทศที่เราไปพัก กินนอนตามเวลาของเขา ซึ่งไม่ตรงกับเวลาบ้านเรา พวกเราส่วนใหญ่จึงเป็นโรคกระเพาะ โรคเครียด โรคภูมิแพ้ โรคคิดถึงบ้าน โรครักๆหลงๆดีมั่งร้ายมั่ง รวมๆแล้วเรียกว่า โรคจิต 5555

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:30

ตอนนั้นหนังเรื่อง Sleepless in Seattle กำลังดัง ดารานำแสดงคือ ทอม แฮ้งคส์ กับ เม็ก ไรอัน คู่ขวัญ (ในการแสดง)กัน พอดีกับเอามาฉายบนเส้นทางบินไปซีแอ๊ตเติ้ล ผู้คนจึงสนใจชมมากกว่าปกติ รวมพวกเราด้วย แอบดูนะ ดูให้ผู้ใหญ่เห็นไม่ได้ ดูได้บ้างไม่ได้บ้างไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไปหาดูเอาเองได้ ตามดูเวลาบินไฟลท์อื่นเอามั่ง
หนังที่เอามาฉายให้ดูบนเครื่องจะได้รับการคัดเลือกมาอย่างดี ล้วนเป็นหนังใหม่ที่ยังไม่เข้าโรงฉายด้วยซ้ำ

ฉันดูหนังเรื่องนี้แล้วกลับชอบ บิล พูลแมน ที่เล่นเป็นแฟนนางเอก มากกว่า ฉันว่าเขาหล่อกว่าทอม แฮ้งคส์ เยอะะเลย (บ้าคนหล่ออีกแล้ว ..ไม่เข็ดๆ)

บิวแอบดูหนัง แล้วมาบอกฉันว่า เป็นครั้งแรกที่บิวได้ไฟลท์นี้ เธอจึงอยากเข้าไปเที่ยวในเมืองซีแอ๊ตเติ้ลมาก เห็น
ฉากในหนัง ยิ่งอยากเที่ยว เรามีเวลาแค่สองวันสองคืน โรงแรมที่พักอยู่ชานเมือง ต้องเช่ารถขับเข้าไปในตัวเมืองซึ่งใหญ่มาก การเช่ารถในอเมริกาไม่ยาก เพียงมีบัตรเครดิตและใบขับขี่ สากล (ที่ในหมู่ผู้ชายของเราจะมีกันแทบทุกคนในยุคนั้น) สามารถเช่ารถได้ทันใจซะไม่มี

นัดกันไปมา ตกลงว่าจะเข้าไปเที่ยวในตัวเมืองห้าคน คือพี่กล้าเป็นคนขับรถ สลับกับพี่ป๋อง มีผู้โดยสารคือพี่จี๊ด บิว และฉัน บิวมากระซิบสรุปกับฉันว่า

“ตกลงเราไปกันห้าสาวนิพี่ริน ไม่ต้องห่วงกลัวโดนปล้ำ อิอิ”

บิวพูดถูก ทั้งพี่กล้าและพี่ป๋องล้วนไม่ชอบมีแฟนเป็นผู้หญิง

ลืมเล่าไปเลยว่า ไฟลท์นั้น ผู้โดยสาร 3A ของพี่จี๊ดเป็นหนึ่งในเจ้าของห้างสรรพสินค้า Nordstorm จริงๆ ส่วนข้อมูลอื่น..ผิดโม้ดด

มหาเศรษฐีคนนั้นแก่แล้ว อายุน่าจะเฉียดเจ็ดสิบ หัวค่อนข้างล้านตามแบบฝรั่งอายุมาก หน้าตาใจดีมีเมตตา ท่านถามพี่จี๊ดว่าลูกเรือทั้งหมดกี่คน พี่จี๊ดบอกว่า 21 คน คุณตาท่านบอกเลขา(หนุ่ม)ผู้น่าจะเป็นที่มาของข้อมูลว่าหล่อมั่ก ๆ ให้หยิบกระเป๋าเอกสารหลุยส์ วิตตอง อย่างสวยของท่านออกมาเปิด หยิบซองสวยงามประทับตราห้างส่งให้พี่จี๊ด 21 ซอง ให้พี่จี๊ดแจกลูกเรือทุกคน คนละซอง


ซองยาวหรูมาก เป็นกระดาษแข็งสีครีม เดินขอบทอง แต่ของในซองทำเอาพวกเราอึ้งไปเลย

บัตรของขวัญ ใบละ100 เหรียญ 5 ใบ (อื้อหือ โอ้โฮ..รวยแถมใจดีอีกต่างหาก)

บัตรทองวีไอพี ใช้ลดราคาสินค้าทุกแผนก (ไม่มียกเว้นฟาสฟู้ดส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต แผนกอื่นๆ....แบบห้างบ้านเรา) 40% มีอายุการใช้งานสองปี ซื้อได้ไม่จำกัด ส้มหล่นเจงๆ เจ้าค่ะ

นี่แหละของจริง ไม่ต้องมีโปรโมชั่นใดๆ ให้เมื่อย

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:31

เครื่องลงที่สนามบินซีแท็คตามเวลา สนามบินระหว่างประเทศ ( International Airport)ที่ซีแอ๊ตเติ้ลมีสองแห่ง คือ SEATTLE TACOMA INTERNATIONAL AIRPORT
กับสนามบิน KING COUNTY INTERNATINAL AIRPORT

สนามบินแรก ที่เครื่องของเราไปลง เรียกกันย่อๆว่า ซีแท็ค (SEATAC) เป็นสนามบินสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ สนามบินนี้ใหญ่มาก เพราะซีแอ๊ตเติ้ลเป็นเมืองหลวงของรัฐวอชิงตัน เป็นเมืองท่า เมืองอุตสาหกรรม แถมยังอากาศดีตลอดปีเหมาะแก่การท่องเที่ยวอีก จนได้ชื่อว่า THE EVERGREEN STATE

ส่วนสนามบินที่สองเป็นสนามบินสำหรับพวกไฮโซ เซเลบริตี้ทั้งหลายแหล่ มีเครื่องบินส่วนตัวไปไหนมาไหน รวดเร็ว ไม่ต้องกลัวรถติด ไม่ต้องกลัวตกเครื่อง มีนักบินส่วนตัว ลูกเรือส่วนตัว สุขสบายสมฐานะ

อะไรจะรวยกันปานนั้น แต่คำกล่าวที่ว่า เงินซื้ออะไรไม่ได้ทุกอย่างเป็นความจริง แค่ซื้อได้เกือบทุกอย่าง..เท่านั้นเอง ....

ตอนนี้ยังไม่เข้มข้นใช่มั้ยล่ะคะ อ่านไปก่อนๆ ใจเย็นๆ อยากเล่าเรื่องซีแอ๊ตเติ้ลให้ฟังเพราะชอบเมืองนี้มากพอๆกับชอบซ านฟรานซิสโก นึกซะว่าแอร์กี่พาเที่ยวคลายเครียดเรื่องรักซ้อนซ่อนรักของรินเ สียหน่อย เพราะเรื่องที่เกิดต่อมามันทรมานใจนัก ฮือๆๆๆๆๆ (เล่าแน่แต่รอแป๊บ ขอพาทัวร์ซีแอ๊ตเติ้ลหน่อยน่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว)

โรงแรมที่พวกเราพักที่ซีแอตเติ้ลเป็นโมเต็ลเล็กๆ มีตึกสองชั้นซึ่งใช้เป็นร้านอาหารไทยชื่อร้านใบตอง (ที่อร่อยขึ้นชื่อมาก)อยู่ด้านหน้า ถัดไปมีบันไดหินราวสิบห้าขั้นสำหรับเดินขึ้นไปอีกตึกหนึ่ง (ซีแอ๊ตเติ้ลเป็นเมืองที่มีเนินเขามากเหมือนซานฟราน บ้านเมืองเลยไม่เป็นแถวเป็นแนวในทางตรง แต่จะเป็นแถวเป็นแนวแบบขึ้นๆลงๆ)

สองข้างทางบันไดเป็นแปลงดอกกุหลาบดอกโต กลีบแข็ง ไปเมื่อไหร่ก็เห็นออกดอกหลากสี แม้ยามอากาศหนาวเย็นมาก สมชื่อ EVERGREEN STATE พวกเราหลายคนเคยพยายามเอากุหลาบที่นั่นมาปลูกแต่ไม่ค่อยสำเร็จ ถิ่นใครถิ่นมันมั้ง ต้นไม้ของที่ใดย่อมเคยคุ้นกับการเติบโตแบบอากาศที่นั้นมากกว่าแ ปลกที่

ตึกที่สองที่ต้องขึ้นบันไดไปนั้นเป็นที่พักของพวกเรา เดินเข้าไปเป็นล้อบบี้ มีหม้อกาแฟแก้วตั้งไว้บนเตาพร้อมถ้วยกระดาษแบบดื่มแล้วทิ้งและเ ครื่องปรุงรสกาแฟเพียบพร้อม

คนอเมริกันนิยมดื่มกาแฟกันตลอดเวลา ไปไหนๆมีหม้อกาแฟแบบนี้ตั้งไว้ทั่วไปหมด รสชาดกาแฟเหมือนๆกันคือค่อนข้างจืดๆใสๆ ไม่เข้มข้น เอาไว้ดื่มกันได้ดื่มกันดีทั้งวี่ทั้งวัน
อยู่อเมริกาเลยต้องเล่าเรื่องไปเรื่อยๆไม่เข้มข้น เลียนแบบกาแฟตามหม้อแก้วในอเมริกา

ยกเว้นที่สตาร์บั๊คส์

ร้านกาแฟ STARBUCKS ร้านแรกอยู่ที่ซีแอ๊ตเติ้ลนี่เอง

พวกเราตกลงกันว่าจะเช่ารถไปเที่ยวในเมืองกันเลย ทั้งที่ควรจะนอนพัก แต่เรื่องเที่ยวล่อใจอยู่เลยลุยเที่ยวก่อน

จุดหมายแรกคือ PIKE PLACE MARKET ตลาดนัดกลางเมืองที่มีทู้กอย่าง ถูกใจขาช้อปแบบพวกเราอย่างยิ่ง วันนั้นเป็นวันเสาร์ นักท่องเที่ยวและชาวเมืองเดินกันให้วุ่น จนพี่กล้ากับพี่ป๋องบ่นว่าเราเดินกันห้าคนน่ากลัวจะมีหลงกันแน่ เลยหาจุดนัดพบไว้ว่าเป็นอีกสามชั่วโมงเจอกันที่ร้านสตาร์บั๊คส์ ที่ที่เรายืนดื่มกาแฟกันอยู่นั่นเอง

สตาร์บั๊คส์ร้านแรกของโลกเชียวนะ เป็นร้านแบบเปิดโล่ง กลิ่นกาแฟหอมหวนไปไกลเหมือนกลิ่นโรตีบอยที่ถนนสีลมบ้านเรายังไง หยั่งงั้น

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:31

ประวัติความเป็นมาของสตาร์บั๊คส์ ไปอ่านดูได้ที่เว็บไซด์ของเค้า เสริมนิดนึงว่าชื่อ STARBUCK นี่เจ้าของผู้ก่อตั้งเอามาจากชื่อตัวละครแสนดีคนหนึ่งในวรรณกรร มอเมริกันเรื่อง MOBY DICKซึ่งเป็นเรื่องของนักล่าปลาวาฬกับปลาวาฬเพชฌฆาต เคยสร้างเป็นหนังด้วย พระเอกคืออิชมาเอล แสดงโดยพระเอกชื่อดังยุคนั้นที่ฉันเองยังเกิดไม่ทัน ชื่อเกรเกอรี่ เป็ค (Greygory Peck) คุณแม่ฉันบอกว่าดาราคนนี้หล่อมาก คนไทยชอบรียกเขาว่า “แกงกะหรี่เป็ด”

เรียกซะเสียหายหลายเลยนะเนี่ย

ฉันเดินดูของไปเรื่อย มีของที่ระลึกมากมาย ฉันซื้อกระดิ่งได้หลายใบ ฉันชอบสะสมของที่ระลึกที่เป็นรูปกระดิ่ง จะเป็นของเก่าหรือของใหม่ หรือเลียนแบบของเก่าฉันซื้อหมดถ้าไม่แพงมาก

ฉันยังสะสมกระดิ่งมาจนทุกวันนี้ และพบว่าของที่ระลึกเป็นรูปกระดิ่งหาได้ไม่ยากเลย

ฉันมีกระดิ่งคริสตัล แก้ว พอร์ซเลน กระเบื้องเคลือบ เซรามิค ฯลฯ หลายขนาด เยอะมาก แต่ไม่รู้จะสั่นเรียกใคร 5555

ฝรั่งมองบิวกันใหญ่ ด้วยความสามารถพิเศษของเธอในการแต่งกายงดงามสะดุดตา รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น สูงเพรียว ดูเหมือนนางแบบเยื้องย่างออกมาจากปกหนังสือดังๆ บิวเองรู้ตัวว่าเป็นเป้าสายตาเลยยิ่งกรี๊ดกร๊าดหนัก

ฉันเดินที่ตลาดนัดอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ คลายทุกข์ใจเรื่องพี่หนิงกับเชอร์รี่และพี่อินกับความใจง่ายของ ฉันเองไปได้มาก

ฉันนึกถึงวันคืนที่นาริตะกับพี่อินอยู่ตลอดเวลา นึกไปถึงว่าขากลับจะได้พบเขาอีก แล้วเราคงต้องเลยตามเลยอีกหรือเปล่า ยามนั้นฉันนึกไม่ออกเลยว่าเรื่องราวจะเป็นไปในรูปใด แต่ในภายหลังเมื่อย้อนกลับไปนึกถึง ฉันได้แต่ยอมรับสภาพกับเรื่องแย่ๆที่ฉันก่อขึ้นมา (ต้องบอกว่าพี่อินกับรินช่วยกันก่อมากกว่า คนหนึ่งก่อไฟ อีกคนเติมเชื้อไฟ ไม่ดีทั้งคู่ อย่าเอาอย่างเชียว)

สำหรับฉัน มันคงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจากเอามาป็นข้อเตือนใจ ไม่ให้ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก บางครั้ง เมื่อเราตกอยู่ในสถานะการณ์ที่ใช้ความรู้สึกตัดสิน โดยไม่ได้ใช้ความคิดไตร่ตรอง โดยอยากลองลิ้มสิ่งที่ผิดๆ แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อเกิดกับตัวเองแล้ว เราอาจกลายเป็นพวก “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ก็ได้

ครบสามชั่วโมง เราไปเจอกันที่สตาร์บั๊คส์ อวดข้าวของกัน สั่งกาแฟมาดื่ม แล้วทฤษฎีที่ว่าโลกกลมก็เป็นจริงอีกครั้ง

ฉันเจอหนุ่ยโดยไม่คาดฝัน หนุ่ยมากับหนุ่มชาวอเมริกันผมทอง ตาฟ้า หล่อมาก เท่ห์มาก ประมาณ แบร๊ด พิทท์ กับจอห์นนี่ เด๊ปป์ ปนๆกัน หนุ่ยแนะนำว่าเป็นเพื่อน (แบบไหนไม่รู้)ชื่อมาร์ค เราทักทายหนุ่ยกันอย่างดีใจสุดๆ โดยเฉพาะบิว ที่จ้องมาร์คแบบไม่เกรงใจใคร

ตอนนั้นหนุ่ยเรียนจบปริญญาเอกแล้ว รับราชการอยุ่ที่กระทรวงการต่างประเทศ หนุ่ยบอกพวกเราว่ามาประชุมที่ซีแอ๊ตเติ้ล และจะกลับกรุงเทพในอีกสองวัน ซึ่งจะไม่ได้เจอพวกเราบนเครื่อง เพราะเป็นวันที่เราต้องบินไปเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส

“ริน เป็นไงมั่ง ผอมจังเนี่ย พี่หนิงเลี้ยงไม่ดีใช่มั้ย แล้วแม่บิวตี้ฟูล ฟูลออพชั่นนี่ หยุดจ้องจะกินเพื่อนชั้นซักทีได้มั้ย เฮอะ พี่ป๋องอ่ะ ปากดำ หยุดสูบบุหรี่ซักทีสิฮะ บุหรี่มวนหนึ่งทำลายชีวิตไปสิบเอ็ดนาที พี่กล้าตอนนี้เลื่อนจากสวส. เป็น ผกก.ยัง แล้วพี่จี๊ด สวยขึ้นจม เอ๊ะ ยัยบิวนี่ ชั้นบอกไม่ให้จ้องๆ เสียมารยาทหญิงไทยหมดนะตะเอง....บลาๆๆๆ”

หนุ่ยยังคงพูดต่อเนื่องแบบไม่สนใจคนฟังเหมือนเคย บิวค้อนขวับใส่หนุ่ย
“เอ๊า เพื่อนพี่หนุ่ยอยากเกิดมาหล่อทำมั้ย แล้วดูดิ ต่อหน้าพี่หนุ่ยแท้ๆ มองบิวอย่างกะผีเห็นโลงไม่แย่งหรอกน่า แฟนหนุ่ยที่เดนมาร์กหล่อแบบนี้แหละ เห็นมาร์คแล้วเลยเสียว คิดถึงแฟน ฮี่ๆๆๆ”

เย็นวันนั้น หนุ่ยกับมาร์คไปดินเน่อร์อาหารทะเลกับพวกเราที่ ALKI BEACH ชายหาดที่มีทางเดินยาวมากเลียบชายหาด มีร้านขายของมากมายอีกแล้ว

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:32

อาหารทะเลที่นั่นสดมาก หนุ่ยชวนฉันทานปูที่ตัวโตที่สุดที่เคยเห็นมา เนื้อหวานมาก ไม่ต้องจิ้มอะไรเลยก็อร่อย กุ้งล็อปสเตอร์ตัวใหญ่ เนื้อแน่นหอม อืมมม อาหารทั่วโลกนี่ล้วนแต่อร่อย ยิ่งหากได้ทานกับกลุ่มเพื่อนที่เข้ากันได้ยิ่งอร่อยไปกันใหญ่ ข้างๆโต๊ะเรามีวงดนตรีเล่นเพลงเอลวิส พอดื่มไวน์ได้ที่ พี่กล้าเข้าไปคุยกับนักดนตรี โดยที่พวกเราไม่ทราบมาก่อนว่าพี่กล้าชอบร้องเพลง พี่กล้ารับไมค์จากนักดนตรี แล้วเสียงทุ้มนุ่มก็ดังขึ้น


Love me tender, love me sweet, never let me go.
You have made my life complete and I love you so.
Love me tender, love me true, all my dreams fulfill.
For, my darlin', I love you and I always will.
Love me tender, love me long, take me to your heart.
For it's there that I belong and we'll never part.
Love me tender, love me true, all my dreams fulfill.
For, my darlin', I love you and I always will.
Love me tender, love me dear, tell me you are mine.
I'll be yours through all the years till the end of time.
Love me tender, love me true, all my dreams fulfill.
For, my darlin', I love you and I always will.

พี่กล้าร้องเพลงราวนักร้องอาชีพ ราวเอลวิสคืนชีพ เพลงของพี่กล้าทำเอาฉันตัวร้อนวูบวาบ คิดถึงพี่อินกับเรื่องที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ (ฉันนี่เลวจัง ขอด่าตัวเองหน่อย)

พี่กล้าทำเอาทุกคนปรบมือดังลั่นหลังเพลงจบ มีคนขอให้ร้องอีก พี่กล้าปฏิเสธอย่างสุภาพ แถมมาบอกพวกเราว่า ของดีมีน้อย เลยได้รู้กันวันนั้นว่าพี่กล้ามีสายเลือดศิลปิน พี่สาวพี่กล้าทั้งสวยทั้งเป็นนักร้องที่ดังมากในยุคก่อนหน้านั้ น

แปลกที่พี่กล้าไม่ยึดการร้องเพลงเป็นอาชีพ แต่กลับมาเป็นสจ๊วตเพราะพี่กล้าบอกว่า คนแบบพี่กล้ามาทำงานบริการดีกว่าเป็นนักร้อง เดี๋ยวมีสาวมาติดแล้วไม่รู้จะบอกยังไงไงว่า ชั้นไม่ชอบผู้หญิง

พี่กล้า นอกจากเป็นอินไฟลท์แมแนเจอร์แล้วยังมีตำแหน่งหน้าที่ สืบสวน สอบสวนลูกเรือที่กระทำผิดกฎบริษัท เช่น ลืมไปบิน ไม่อยู่บ้านตอนสแตนด์บาย แต่งกายผิดกฎ ทะเลาะกับผู้โดยสารหรือเพื่อนร่วมงานและโดนรายงานจากคู่กรณี พี่กล้าจะเรียกตัวลูกเรือที่ทำผิดหรือโดนหาว่าผิดไปสอบสวน (หนุ่ยเลยเรียกพี่กล้าว่า สวส.=สารวัตรสืบสวน)

เมื่อมีโอกาส ฉันจึงคุยกับพี่กล้าเรื่องที่ฉันได้โน้ตหยาบคายจากเชอร์รี่ พี่กล้าบอกให้ฉันเอาไปให้พี่กล้าดู เพื่อที่พี่กล้าจะได้ “ดำเนินคดี” กับเชอร์รี่

โน้ตที่เก็บไว้ ช่วยฉันได้ตอนนั้นเอง ขอเล่าข้ามไปเลยว่า เมื่อฉันเอาโน้ตไปให้พี่กล้า พี่กล้าอ่านแล้วตกใจมากว่าทำไมเชอร์รี่ถึงเขียนอะไรได้แบบนั้น พี่กล้าเอาลายมือเชอร์รี่ไปเทียบกับลายมือที่หล่อนเขียนไว้ตอนส มัครเข้าทำงาน ให้ผู้เชี่ยวชาญทางลายมือพิสูจน์ หลักฐานมัดตัวจนเชอร์รี่ต้องรับสารภาพ

โทษที่เชอร์รี่ได้รับคือ ...หักเงินเดือน 25 % เป็นเวลาหนึ่งปี

รวมกับทำทัณฑ์บนไว้ว่าถ้าเธอเขียนด่าฉันอีก จะต้องโดนลาออกจากบริษัท

และเป็นที่มาของการใส่กุญแจBOX ทั้งหมดของลูกเรือ

สิ่งที่เชอร์รี่ทำกับBOX ของฉัน และฉันโกรธมากคือ หล่อนเอารูปที่ฉันถ่ายบนเครื่องกับพระบรมวงศานุวงศ์องค์สำคัญที ่ทรงน่ารักเหลือเกินองค์หนึ่งไปทั้งอัลบั้มที่มีคนอัดมาใส่BOX ให้ฉัน เชอร์รี่เอารูปฉันไปทำอะไรรู้ไหม

หล่อนเลือกตรงที่มีใบหน้าฉัน เอามีดกรีดๆไว้ แล้วตัดรูปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่งคืนมาใน BOX

รูปนั้นอัดใหม่ได้ แต่ความรู้สึกเลวร้ายที่ฉันมีต่อหล่อนทวีขึ้น ฉันเกลียดเชอร์รี่ คงพอๆกับที่เชอร์รี่เกลียดฉัน

ยัยคนนี้เป็นอะไรมาเกิด อยากรู้จริงๆ

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:32

ย้อนกลับมาที่ซีแอ๊ตเติ้ล คืนนั้นสนุกสนานมาก ฉันไม่ค่อยมีโอกาสคุยกับหนุ่ยเป็นการส่วนตัวมากนัก พวกเราแยกกับหนุ่ยกลับโรงแรมที่พัก ฉันหลับไปด้วยความเพลียมาทั้งวันทั้งคืน

ตื่นมาอีกที แปดโมงเช้า เสียงโทรศัพท์ดัง

“ฮัลโหล” ฉันงัวเงียรับโทรศัพท์

“รินค้าบบบ พี่ตามหาตัวรินจะแย่ เมื่อวานไปไหนมา พี่โทร.มาหลายครั้งเลย”

พี่อินนั่นเอง เขาโทร.มาจากแอลเอ

“รินไปเที่ยวในเมืองมาค่ะ เจอหนุ่ยด้วย สนุกดีค่ะ”

ฉันตอบพี่อินไปและเล่าเรื่องพี่กล้าร้องเพลงเพราะ เรื่องบิวแต่งตัวสวย เรื่องหนุ่ย

“เล่าใหญ่เลย ได้ยินเสียงรินแล้วชื่นใจจัง อีกสี่วันเจอกันที่นาริตะนะจ๊ะ”

คุยกันสักพัก วางหูกันไป ฉันคำนวณเวลา ตอนนั้นบ้านเราห้าโมงเย็น ความรู้สึกผิดในใจทำให้ฉันไม่ค่อยอยากโทร.กลับบ้าน เกรงว่าพี่หนิงจะจับพิรุธได้ ..

ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าพี่หนิงไประเริงอยู่กับยัยผลไม้ที่ยุโรป

และไม่รู้ว่าจะไม่ได้เจอพี่อินที่นาริตะอีก

วันนั้น ฉันนั่งรถของโรงแรมไปศูนย์การค้า ลูกเรือที่ซีแอ๊ตเติ้ลมีสองกลุ่ม คือกลุ่มที่รอจะบินไปดัลลัสกับกลุ่มที่บินมาจากดัลลัส รวมทั้งหมดเกือบห้าสิบคน บางคนพาครอบครัวมาด้วย ทางโรงแรมจัดบริการรถไปตามสถานที่ต่างๆทุกหนึ่งชั่วโมง โดยมีพนักงานขับรถเป็นหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ชื่อป้าคริส พวกเราไม่มีใครไม่รู้จักคริส เธอจะมารับเราจากสนามบิน ขับรถตู้คันใหญ่แบบที่มีแต่เฉพาะในอเมริกาเท่านั้น

เมื่อถึงโรงแรม คริสจะจัดตารางการเดินรถของเธอไปตามที่ต่างๆ ส่วนมากเป็นแหล่งช้อปปิ้ง เธอจะตะโกนบอกพวกเราด้วภาษษอังกฤษสำเนียงเยอรมันของเธอ

“You guys,listen to me ..first trip today..eleven a.m”

พวกเราจ่ายค่ารถคริสเป็นรายหัว คนละห้าดอลล่าร์ มีคนแอบเม้าท์ว่าคริสรับเละ แถมไม่เสียภาษีอีก

แต่เธอเป็นคนน่ารัก จำแม่น ใครที่ไปกับเธอไม่ต้องกลัวว่าจะตกรถ เพราะเมื่อถึงเที่ยวสุดท้าย คริสจะกวาดตานับจำนวนพวกเรา บอกเลยว่าครบไม่ครบ ขาดกี่คน แล้วรออยู่ที่จุดนัดพบจนครบคน ข้อสำคัญ คริสมีน้ำใจ ใครอยากจะไปที่ใดพิเศษนอกทาง เธอจะบริการให้อย่างเต็มใจ ด้วยรอยยิ้มเอ็นดูราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ของเรา

พวกเราส่วนใหญ่มักจะตรงเวลา ด้วยอาชีพนั้น การตรงต่อเวลาสำคัญมาก

สมัยนี้ เด็กๆนัดกัน ไม่ค่อยจะซีเรียสเรื่องเวลา โทรศัพท์มือถือมีกันทุกคน มีอะไรเปลี่ยนแปลงโทร.หากันได้ตลอด ฉันเองต้องปรับตัว เวลานัดกับเพื่อนรุ่นเด็กกว่ามากๆ ต้องเน้นเป็นพิเศษว่า มาให้ตรงเวลาเน้อ ไม่งั้นไม่รอ แต่กระนั้นยังมีคนสายจนได้ แบบนี้ต้องจับไปเป็นลูกเรือให้เข็ด เพราะไปสายสามครั้งโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เชิญลาออกไปเลย

ทุกคนไปห้าง NORDSTORM เพราะบัตรของขวัญกับบัตรลดราคาที่ได้รับมามันร้อนรุ่มอยู่ในกระ เป๋า ต้องรีบไปใช้จ่าย (นี่ฉันไม่ได้ค่าสปอนเซ่อร์จากห้างนี้เลยนะ อย่าเข้าใจผิดว่ามาโฆษณาแอบแฝง อิอิ)

ห้างนี้หรูหรา มีสินค้าดีๆไปจนถึงดีเยี่ยม ให้เลือก ถ้าเปรียบกับเมืองไทยน่าจะคล้ายเซ็นทรัลชิดลม หรือพารากอน ประมาณนั้น

สุดท้ายทุกคนหอบข้าวของกันราวกับจะไปเปิดร้านขายของ กลับถึงโรงแรมก็อย่างเคย คือเอาของออกมาอวดกัน กรี๊ดกร๊าดว่าของใครสวย ของใครเจ๋ง แล้วไปซื้อตามกันอีก

เป็นกิจวัตรประจำของลูกเรือที่ชอบซื้อของตามกัน ใช้ของเหมือนๆกัน มีอะไรบอกต่อกัน (ทุกเรื่องเลย)

วันรุ่งขึ้น พวกเราจะบินไปดัลลัส ค้างที่นั่นหนึ่งคืนแล้วบินกลับมาอยู่ที่ซีแอ๊ตเติ้ลอีกหนึ่งคื น พวกเราไม่ต้องคืนห้องที่ซีแอ๊ตเติ้ล เอาไปเพียงสัมภาระสำหรับค้างคืนเพียงคืนเดียวเท่านั้น ขณะที่ฉันกำลังแต่งตัวเตรียมไปบินอยุ่นั้น โทรศัพท์ดัง

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:33

“ฮัลโหล รินพูดค่ะ”

“ริน นี่พี่กล้านะ OB เทเล็กซ์มาให้ริน passive กลับกรุงเทพด่วน รินอย่าเพิ่งตกใจนะ ลูกชายรินป่วย ไม่มากหรอก รินเก็บกระเป๋าใหญ่ทันมั้ย ถ้าไม่ทันเดี๋ยวพี่กลับมาจากดัลลัสจะจัดการให้ ริน ริน อ้าว..ฟังอยู่ป่าวเนี่ย เงียบไปเลย ใจเย็นๆๆอย่าเพิ่งตกใจไป”

พี่กล้าพูดต่ออะไรอีกไม่ทันฟังแล้ว หูได้ยินแต่ “ลูกชายรินป่วย”

นี่ไง กรรมติดจรวด ตามทันทันที ฉันทำไม่ดีไว้ไม่กี่วันก่อน ส่งผลให้ลูกชายของฉันป่วย ลูกก้อนเมฆน้อยๆของแม่เพิ่งสี่เดือนกว่า แล้วลูกเป็นอะไรไปหนอนี่ ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เรียกไปเลขหมายที่บ้าน ไม่ได้คิดเลยว่าเวลานั้นที่กรุงเทพกี่โมงกี่ยามกัน น้องหนอนเป็นคนรับโทรศัพท์ เธอบอกฉันว่าน้องก้อนเมฆท้องเดิน ตัวซีดมากตอนไปโรงพยาบาล ลูกรุ้งตามไปด้วย ส่วนคนที่โทร.บอกบริษัทคือคุณแม่ฉันเอง ฉันถามถึงพี่หนิง น้องหนอนบอกว่าพี่หนิงไปบินหลายวันแล้ว ตอนนั้นฉันเบลอมาก ห่วงลูกจนเกือบทำอะไรไม่ถูก พยายามตั้งสติอย่างยากเย็น
เลยไม่ได้จดได้จำวันน้นเป็นวันหยุดของพี่หนิง และพี่หนิงบินแถบเอเชีย ไม่มีไฟลท์ไปหลายๆวันอย่างที่น้องหนอนบอกเสียหน่อย

ฉันโทร.ไปที่บ้านคุณแม่ น้อยมารับสาย บอกว่าคุณตาคุณยายอยุ่ที่โรงพยาบาลกับนิ่มนวล ซึ่งเป็นคนพาน้องไปโรงพยาบาลตามคำบอกของคุณแม่ฉัน มาทราบภายหลังว่าลูกท้องเสียหนักมาก นวลไปบอกคุณแม่พี่หนิง แต่คุณแม่กำลังอยู่ในวงไพ่ตอง ที่เล่นกันในหมู่คุณหญิงคุณนายแถวนั้น ใช้บ้านคุณแม่ตั้งวง เล่นกันทุกวัน บางวันเล่นข้ามวันข้ามคืน

คุณแม่พี่หนิงบอกให้นวลโทร.ไปแจ้งคุณแม่ฉัน เพราะเธอกำลังยุ่ง (เล่นไพ่ )

ไม่แม้แต่จะเดินมาดูหลานชายคนเดียว...กรรม...

แค้นอีกละเรา.....

ฉันรีบเก็บของเสร็จจนได้ด้วยความชำนาญในการจัดกระเป๋า ใจบินไปกรุงเทพแล้ว ลูกเมฆของแม่ อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะลูก ถ้าลูกเป็นอะไร ฉันคงแย่แน่

ฉันนั่งเครื่องกลับโดยเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดธรรมดา นั่งในที่นั่งผู้โดยสาร ลูกเรือที่เดินทางแบบนี้เรียกว่า passive crew

ห่วงลูกเป็นมากมายอย่างไร ฉันได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจในวันนั้นเอง

แต่ฟ้ายังเห็นใจฉันอยู่ จึงส่งหนุ่ยมานั่งเป็นเพื่อนฉันอีกครั้ง หนุ่ยเดินทางกลับกรุงเทพวันนั้น พอทราบเรื่อง หนุ่ยรีบย้ายมานั่งข้างๆฉันทันที

“ริน อย่าเพิ่งคิดมาก หลานชายรูปหล่อของลุงหนุ่ยต้องไม่เป็นไรหรอกนะ”

ฉันบีบมือหนุ่ยแน่น หนุ่ยบีบตอบ แล้วทำหน้าที่เพื่อนที่ดีต่อด้วยการชวนฉันทานอาหารที่เพื่อนๆนั ่นหละเอามาเสิร์ฟ ต่างคนต่างหยิบอาหารหลายๆอย่างมาให้เราจนผู้โดยสารในที่นั่งถัด ไปต้องเดาออกแน่ว่าเราเป็นญาติกับลูกเรือไฟลท์นั้น

ฉันไม่ค่อยมีแก่ใจฟังหนุ่ยคุยเลย แม้หนุ่ยจะพยายามเอ็นเทอร์เทนฉันด้วยการเล่าเรื่อง “เจ้าสาว”ของหนุ่ยให้ฟัง

“ริน ริ้นนน ใจลอยอีกละ จะฟังมั้ยเรื่องคู่หมั้นหนุ่ยน่ะ เค้าสวยนะ” หนุ่ยเขย่าตัวฉัน

“จริงเหรอ หนุ่ยหมั้นเมื่อไหร่ ไม่เห็นรู้เรื่อง ตกข่าวจัง” ฉันเออออไปกับหนุ่ย พร้อมคิดขึ้นมาได้

“ แล้วหนุ่ยเปลี่ยนมาชอบผู้หญิงแล้วเหรอ ไหนเคยบอกรินไงว่า ผู้หญิงน่ะ ไม่ได้แอ้มขาอ่อนหนุ่ยร้อกกก” ฉันแกล้งทำเสียงล้อเลียนหนุ่ย

“ยั้ง ยังไม่ได้หมั้น กำลังจะ going to be หมั้นการเมือง แต่งการเมือง เค้าก็มีแฟนเป็นผู้ชาย หนุ่ยก็มีแฟนเป็นผู้ชาย อือ พูดเองงงเอง คืองี้ เค้าเป็นลูกสาวคนเดียวของ ดร.สนชัย พ่อเค้าอยากได้ลูกเขยเป็นด๊อก เอ๊ยด๊อกเต้อร์เหมือนกัน เลยมาขอหนุ่ยให้ลูกสาวเค้า ดู รินทำหน้า งงเหรอ ...หน้าเอ๋อเชียว รินนี่ มีลูกมีผัวแล้วยังไม่หายคิกขุอะโนเนะอีก ไม่ต้องงง เค้าไม่รู้ว่าหนุ่ยเป็นไง ต่อหน้าเค้าหนุ่ยเก๊กแมนสุดฤทธิ์... ครับ...ท่านครับ...”

ตอนท้ายหนุ่ยทำเสียงแมนมั่กๆ

“แล้วหนุ่ยกะแจ๋ม ตกลงกันว่าแต่งกันไป ต่างคนต่างอยุ่ แจ๋มก็มีแฟนของแจ๋ม หนุ่ยก็มีของหนุ่ยไป เป็นว่าตกลงโอเค ลงตัว พ่อแม่เราทั้งคู่ก็หน้าบานไป นโยบาย win-win ไงล่ะริน”

ฉันเองเพิ่งเคยได้ยินคำว่า win-win จากปากหนุ่ยเป็นครั้งแรก และได้เอานโยบายของหนุ่ยมาใช้ในชีวิตฉันต่อมาอีกหลายเรื่อง - ขอบคุณมากนะจ๊ะหนุ่ยเพื่อน love


“แล้วถ้าแจ๋มเค้าเกิดท้องล่ะหนุ่ย รินหมายความว่า ท้องกับแฟนเค้าที่หนุ่ยอนุญาตให้มาเข้าวินน่ะ”

“ยัยริ้นนน”หนุ่ยทำเสียงสูงแบบอ่อนใจในความปัญญาอ่อนของฉัน

“ถ้าแจ๋มเค้าท้อง หนุ่ยคือพ่อเด็กในนามไง แหม เซ่อจังตัวนี่ ดีซะอีก คนจะได้เลิกนินทาว่าหนุ่ยเป็นเกย์
เศร้าเนอะริน ต้องสร้างภาพหลอกลวงชาวบ้าน เพื่อให้หลายๆคนสบายใจ”

“หนุ่ยขอบอกรินไว้วันนี้เลยว่า วันหนึ่ง หนุ่ยจะให้คนยอมรับเพศที่สามให้ได้ ..แต่วันไหน หนุ่ยยังไม่รู้ หนุ่ยรู้แค่ มันเป็นนโยบายนึงในชีวิตหนุ่ยที่ต้องทำให้ได้ จะช้าจะเร็วไม่รู้..”

แต่จนถึงวันนี้ หนุ่ยยังคงต้องเก๊กแมนอยู่อย่างเดิม คงนโยบาย win-win เอาไว้ ไม่ทราบว่าหนุ่ยลืมนโยบายผลักดันให้ผู้คนยอมรับเพศของหนุ่ยไปแล ้วหรือเปล่านี่

หนุ่ยชวนฉันพูดคุย สลับดูหนัง (เรื่องเดิม Sleepless in Seattle)

“ดูมาร้อยสามสิบสองรอบแล้ว ดูอีกก็ได้ เอาเหอะๆ ดีกว่าไม่มีรัยดู” หนุ่ยบ่น

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:34

หนุ่ยเป็นเพื่อนที่น่ารักที่สุด ถ้าวันนั้นไม่มีหนุ่ยมานั่งด้วย ฉันคงมัวแต่ร้องไห้ห่วงลูกจนไม่มีจิตใจจะทำอะไรเลย ฉันไม่สงสัยเลยว่าทำไมหนุ่ยจึงก้าวหน้าในการงานมากมาย เพราะหนุ่ยเป็นมืออาชีพ และหนุ่ยจริงใจกับคนที่จริงใจกับหนุ่ย หนุ่ยมักจะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับเสมอ----- ข้อนี้ผู้ชายอกหลายศอกอีกหลายคนแพ้หนุ่ยราบคาบ


เครื่องลงที่นาริตะก่อน ฉันเดินลงไปกับหนุ่ย ลูกเรือที่จะทำงานช่วงนาริตะ-กรุงเทพ มานั่งรอเครื่องอยู่แล้ว

“อู๊ยย ยัยลูกเจี๊ยบ หน้าแก่เชีย ไม่เห็นไม่กี่ปี นี่มันยังพันพัวกะผัวรินอยู่ป่าว”

หนุ่ยกระซิบ (แบบค่อนข้างดัง)กับฉัน ที่จริงฉันเห็นลูกไก่แว่บๆที่ซีแอ๊ตเติ้ลอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ทันสนใจ ลูกไก่ไหว้หนุ่ยและฉัน ยิ้มหวานเสียงดังมาเลย

“พี่รินขา ทราบข่าวพี่หนิงหรือยัง “
เธอถามฉัน ข่าวอะไรอีกล่ะทีนี้ ..แม่คนนี้ขยันมาบอกฉันเรื่อย นี่หล่อนหวังดีหรือร้ายกันแน่

ฉันยิ้มเย็นให้ลูกไก่ รู้สึกตัวเองเป็นนางร้ายขึ้นมามั่ง

“ลูกไก่มีข่าวอะไรอีกคะ ลูกไก่มาบอกทีไร พี่กลับไปถามพี่หนิง พี่หนิงก็จะบอกว่า อย่าไปฟังมัน พี่ไม่เอามัน มันเลยใส่ไฟให้รินหึง”

ฉันทำเสียงเรื่อยๆ หมั่นไส้ลูกไก่เต็มประดา ไม่มีอะไรทำหรือไง คนกำลังหงุดหงิดห่วงลูกอยู่
หนุ่ยเสริมว่า

“นั่นสิ ลูกไก่นี่น่าไปสมัครเป็นนักข่าวคอลัมน์ซุบซิบมากกว่าเป็นแอร์นะ นี่ ไปเหอะริน เดี๋ยวหนุ่ยซื้อกล้องไม่ทัน”
หนุ่ยจูงมือฉันเดิน ทักทายกับเพื่อนบางคน ลูกไก่ไม่ลดละ เธอเดินตามฉันกับหนุ่ยมา

“พี่รินขา คราวนี้ข่าวจริงนะ ลูกไก่รู้ยังโมโหแทนพี่รินเลย พี่หนิงพาเชอร์รี่ไปซูริด ไปไฟลท์เพื่อนลูกไก่เอง เมื่อคืนเพื่อนลูกไก่มานาริตะ แล้วมาเล่าให้ฟัง พี่หนิงนี่เค้าไม่เกรงใจพี่รินเลย ยัยเชอร์รี่ก็หน้าด้าน อยุ่บริษัทเดียวกันแท้ๆทำได้ลง แล้วนี่พี่รินจะทำไงดีคะนี่ ลูกไก่อยากไปตบมันให้พี่จัง ...”


ลูกไก่พูดถึงความประพฤติของเชอร์รี่ ราวกับตัวหล่อนเองไม่เคยทำงั้นแหละ

หนุ่ยรีบลากฉันจ้ำอ้าวไปที่ร้านค้าปลอดภาษี

“ยัยลูกเจี๊ยบนี่ มันสติดีป่ะเนี่ยริน มันด่ายัยผลไม้อย่างกะตัวเองดีซะเต็มประดา เฮ้อออ ..ผู้หญิงแบบนี้ น่าจับไปลงบ่อจรเข้ให้หมด..” หนุ่ยทำหน้าเอาจริงจนฉันขำ

“ช่างเค้าเหอะหนุ่ย พี่หนิงจะพาใครไปไหน รินไม่สนละ รินห่วงแต่ลูก ใจมันจะขาดแล้วนะหนุ่ย”

“โอ๋ๆๆๆๆ รินไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเครื่องลงกรุงเทพ หนุ่ยไปส่งรินเลย ไปเยี่ยมหลานด้วย ยังไม่อยากเข้าบ้านเล้ย เบื่อคุณหญิงแม่คอยจะกระตุ้นให้ไปหาน้องแจ๋มอยู่นั่น”
หนุ่ยทำหน้าเข้ากับคำว่า “เบื่อ” ได้เป็นอย่างดี

“รินช่วยหาของฝากแจ๋มให้หนุ่ยหน่อย อยู่เมกาไม่กล้าซื้อรัยเลย กลัวมาร์กเห็นแล้วงอน”

“เอาไข่มุกสิหนุ่ย ร้านมิกิโมโตะแน่ะ ชอบไม่ชอบก็รู้แหงๆว่าของเลิศ”

สรุปว่าหนุ่ยให้ฉันเลือกสร้อยไข่มุกไปเป็นของฝากว่าที่คู่หมั้น กันคุณหญิงแม่สงสัย

ฉันเลือกได้สร้อยมุกเส้นเดี่ยวสั้นๆ สำหรับสวมติดลำคอ ไข่มุกสีครีมแวววาวเป็นประกายมาก สวยเยี่ยมยอด
จัดได้ว่าไข่มุกของมิกิโมโตะนั้นเป็น

“หนึ่งในเครื่องประดับที่ผู้หญิงรวยๆควรมี”

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:34

ขอแอบเล่าเรื่องไข่มุกหน่อยนึง มุกธรรมชาตินับว่าหายากมาก แต่สวยสมกับความหายาก เลยเป็นเครื่องประดับที่แพงที่สุดในโลก แพงกว่าเพชรเสียอีก


โดยทั่วไปที่เราเห็นกันมักจะเป็นไข่มุกเลี้ยง แม้แต่ของมิกิโมโตะ ส่วนมากเป็นมุกเลี้ยง แต่เลี้ยงแบบไหนถึงได้ออกมาเลิศกว่าใครๆต้องไปถามเจ้าของบริษัท เอาเอง

หนุ่ยถามฉันว่า

“รินแน่ใจนะว่าสวย รินแน่ใจนะว่าเค้าจะชอบ รินแน่ใจนะว่าเลือกดีแล้ว”

“แหม หนุ่ย ถึงรินจะกำลังใจคอไม่เป็นที่เป็นทาง แต่รินว่า ของสวยอยู่ตรงไหนเค้าก็แบบ..เปล่งประกายนะหนุ่ย เชื่อรินสิ ผู้หญิงเลิศๆน่ะ เค้าชอบไข่มุก”

“แล้วรินล่ะ ชอบมั้ย”หนุ่ยถาม

“ชอบสิหนุ่ย แต่มันแพงมากเลย รินไม่ซื้อหรอก เก็บตังให้ลูกดีกว่า รินไม่ใช่ไฮโซ ไม่รู้จะใส่ไปไหน”

สุดท้าย หนุ่ยซื้อเส้นที่ฉันเลือก พนักงานขายห่อกล่องไข่มุกอย่างสวยเลย
ก็ญี่ปุ่นเค้าเป็นเจ้าแห่งแพคเกจจิ้งนี่นา


หนุ่ยกับฉันรีบกลับไปขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ ฉันลืมนึกถึงเรื่องที่ลูกไก่เล่าว่าพี่หนิงพาเชอร์รี่ไปซูริค (เมืองสวยเมืองหนึ่งในสวิสเซอร์แลนด์ที่สายการบินของเราบิน) เสียสนิท จากนาริตะถึงกรุงเทพ ฉันมัวนึกถึงแต่ลูกก้อนเมฆ สวดมนต์ภาวนาขออย่าให้ลูกเป็นอะไร ไป นึกถึงพี่อิน ฉันฝากบิวไปบอกเขาเรื่องฉันต้องกลับกรุงเทพกระทันหัน ฉันตั้งใจในวันนั้นว่าจะไม่ทำอะไรไม่ดีอีกแล้ว ถ้าฉันมีโอกาสพบพี่อินอีก ฉันจะไม่ยอมให้กิเลสมามีอำนาจเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบของฉันแ บบที่ผ่านมา ฉันต้องทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่ทำสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ควรทำ..จริงไหม..

ความวิตกกังวลถึงลูกน้อย ทำให้ความรุ่มร้อนใจของฉันเรื่องพี่อินหายไปอย่างง่ายดาย ฉันไม่รู้สึกตัวร้อนวูบวาบ ใจสั่นหวั่นไหวยามคิดถึงพี่อินอีก ความรักลูกของฉันมีอานุภาพเหนือความรู้สึกที่ฉันมีต่อพี่อิน ทั้งที่ไม่กี่วันก่อน ฉันยังคลั่งไคล้อยู่กับรสสัมผัสของพี่อินอยู่เลย

ถึงกรุงเทพ ฉันรีบโทร.ไปบ้านคุณแม่ น้อยบอกเบอร์โรงพยาบาลให้ ฉันโทร.อีก คุณแม่บอกว่าน้องเมฆเป็นนิวมอเนีย (ปอดบวม) แต่ดีขึ้นแล้ว หนุ่ยไปส่งฉันที่โรงพยาบาล แล้วกลับบ้านไปก่อน เพราะคุณแม่ของหนุ่ยให้คนขับรถที่มารับหนุ่ยเร่งให้หนุ่ยรีบกลั บบ้าน

ฉันรีบเข้าไปดูลูก น้องเมฆนอนอยู่ในเตียงเล็กสำหรับคนไข้แผนกเด็กอ่อน ใบหน้าเล็กๆที่เคยผ่องใสของลูกซีดขาว ที่เท้าขวามีเข็มเจาะเพื่อเสียบกับสายน้ำเกลือและยา คุณแม่ฉันเล่าว่าตอนที่คุณแม่ไปพาน้องเมฆมาโรงพยาบาลนั้น คุณหมอบอกว่า ถ้ามาช้าไปอีกหน่อย น้องเมฆคงอาการหนักเกินแก้ไขได้


ฉันมองลูกอย่างสงสารที่สุด ยังไม่ทันถามอะไรนวล คุณแม่ฉันก็เอ่ยขึ้นมาว่า

“นวลบอกพี่รินเขาไปสิ ว่าทำไมน้องป่วย”

นวลเล่าว่า พี่หนิม น้องสาวพี่หนิงมาเล่นกับน้องหนอน และพอนวลเผลอ เธอ(คงจะ)เข้าไปในห้องที่น้องเมฆหลับอยู่ เอาน้ำ(เย็นๆ)ราดลงไปบนตัวน้องเมฆและที่นอน พร้อมเร่งแอร์ให้เย็นจัด เพียงครู่เดียวเท่านั้น น้องเมฆที่เพิ่งอายุสี่เดือนกว่าก็เป็นปอดบวม

คนอะไรใจมารแท้ ฉันโกรธแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าในชีวิตคนเรา จะมีความรู้สึกโกรธ โมโห แค้น พลุ่งขึ้นมาได้มากมายขนาดนี้
คุณแม่ปลอบฉันให้ใจเย็น ค่อยๆคิด ทั้งที่คุณแม่เองก็โกรธไม่แพ้ฉัน คุณแม่บอกว่า ต่อไป หากฉันมีไฟลท์บิน ให้เอาหลานทั้งสองไปอยู่กับคุณแม่ คุณแม่ไม่ไว้ใจ “พวกคนบ้านนั้น”

คืนนั้นฉันนอนที่โรงพยาบาล น้องรุ้งมานอนด้วย ฉันให้คุณแม่กลับไปพักผ่อนที่บ้าน ฉันตาค้าง นอนไม่หลับเลย มองลูกสองคนสลับกันไปมา ตอนนั้นฉันทราบแล้วว่าพี่หนิงไม่อยุ่บ้านมาเกินหนึ่งสัปดาห์แล้ ว ที่ลูกไก่บอกว่าพี่หนิงพาเชอร์รี่ไปเที่ยวสวิสคงจะจริง

ฉันเศร้าใจ เจ็บปวด เคียดแค้น สาระพันความรู้สึกร้ายๆโถมเข้ามาในหัวใจ ช่วงเวลาที่เป็นสุขกับพี่อิน จบลงด้วยความเจ็บปวดคนละเรื่องกันไปเลย

ฉันปวดศีรษะมาก ทั้งเหนื่อย ทั้งง่วง ทั้งหิว แต่ไม่มีอารมณ์จะทำอะไร นอกจากย้ำคิดแต่เรื่องพี่หนิง และ ..ครอบครัวที่ร้ายกาจของเขา

วันต่อมา ฉันไปบริษัท ไปทำเรื่องขอลาพักร้อนกระทันหันสองสัปดาห์ แวะไปเช็ค BOX เจอโน้ตเชอร์รี่อย่างเคย (ตอนนั้นเชอร์รี่ยังไม่โดนทัณฑ์บนจากพี่กล้า) ฉันไม่อ่าน ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเอาไปใส่คืนใน BOX ของหล่อน

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:35

ฉันเริ่มต้นร้ายกาจขึ้นมาแล้ว คำว่า "สุนัขจนตรอก" คงเปรียบได้ดีกับสภาพฉันในเวลานั้น

ฉันไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต้องได้รับการเอาคืนจากฉันอย่างสาสม

น้องเมฆอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนออกจากโรงพยาบาลได้ ฉันพาลูกๆกลับไปอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ฉัน

ฉันตัดสินใจว่าจะหย่าขาดจากพี่หนิงและขอเลี้ยงลูกเอง แต่พี่หนิงไม่โผล่มาให้เจอเลย เชอร์รี่นี่เธอแน่มากจริงๆเอาพี่หนิงไว้จนอยู่หมัด

( ตอนนั้นมีคนบอกฉันว่าเชอร์รี่ทำเสน่ห์ แต่ฉันไม่ค่อยเชื่อ )

ฉันกลับไปบ้านตัวเอง บ้านว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยว่าพี่หนิงมา หมี (แม่บ้านของฉัน) บอกว่าพี่หนิงกลับมาแล้ว รู้เรื่องน้องเมฆแล้วด้วย แต่ทสิ่งที่ทั้งบ้านของเขายังไม่รู้คือ เรื่องน้องสาวตัวร้ายของเขาเจตนาทำร้ายน้องเมฆ

ฉันเดินไปที่บ้านพี่หนิง คุณแม่เขากำลังอยุ่ในวงไพ่ ฉันเดินเข้าไป ไม่ทรุดตัวลงนั่ง แต่ยืนค้ำหัวเลย ดีมานาน ไม่มีใครเห็น เอาสิ ฉันจะร้ายให้ดู

“คุณแม่คะ เลิกเล่นไพ่ก่อน รินจะมาบอกให้รู้ว่าลูกสาวคุณแม่ตั้งใจจะฆ่าน้องเมฆ รู้มั้ยคะว่ามันเอาน้ำไปราดลูกริน เปิดแอร์เร่งซะเย็น กะให้ลูกรินตาย...”
ฉันยังพูดไม่จบ มีสิ่งของบางอย่างปลิวมากระทบศีรษะ แล้วตกลงแตกกระจายบนพื้นหินขัด

มันคือแก้วน้ำหนาๆแบบที่ใช้กันในบ้านนั้น ฉันเจ็บศีรษะมาก วงไพ่แตกกระเจิงอย่างกับตำรวจมา (มานึกภาพตอนนี้แล้วขำกลิ้ง)

“นี่แน่ะ อีนี่ กรูอยากตบมรึงมานานละ “เสียงยัยหนิมดังอยู่ข้างหู พร้อมกับฝ่ามือของหล่อนฟาดลงมา

แต่ฉันไหวตัวทัน ฉันจับข้อมือหล่อนไว้ แล้วเอามืออีกข้างผลักหล่อนอย่างแรง

“ปาแก้วใส่หัวชั้นเหรอ ชั้นไม่กลัวแกหรอก คนใจร้าย ใจร้ายทั้งบ้าน” ฉันแผดเสียงเข้าใส่มัน กระชากผมมันจนหน้าหงาย ฉันตัวใหญ่กว่า สูงกว่ามันเยอะ (ต้องขอใช้สรรพนามเรียกคนคนนี้ว่า “มัน”) เลือดนักสู้ของฉันน่าจะมีอยุ่ในตัวไม่น้อยเลยทีเดียว

“มรึงแหละ อีตัวดี มารยานัก ..ฉอดๆๆๆๆๆๆ (หยาบมาก-เซ็นเซ่อร์)”

ฉันไม่เคยมีเรื่องถึงกับตีกับใครมาก่อนเลย ครั้งนั้นเป็นครั้งแรก ที่ได้ประสบการณ์ว่าคนเราควรเรียนรู้การต่อสู้ป้องกันตัวเองไว้ บ้างก็ดี

รู้งี้เรียนมวยไทยไว้ก่อนหน้านั้นคงดี จะได้เตะมันให้ไส้ทะลัก

“หยุดทีริน หนิม..พอได้แล้ว”

เสียงพี่หนิงดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดวี๊ดว้ายของเ หล่าคุณหญิงคุณนายวงไพ่ พี่หนิงมาจับตัวฉันแยกออกจากน้องสาวเขา

ฉันมัวทะเลาะกับคนบ้านพี่หนิงจนไม่ทันสังเกตว่ารถพี่หนิงเข้ามา กว่าจะรู้ตัว เขาก็จับตัวฉันไว้แน่น

มีเชอร์รี่ยืนมองหน้าฉันแบบสะใจอยู่ตรงนั้น

วันนั้นเป็นวันเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของฉัน จากรินที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อย อ่อนหวานอดทน และโง่เง่า กลายเป็นรินที่เริ่มฉลาดขึ้นในเวทีชีวิต เป็นแม่ที่พร้อมจะปกป้องลูกด้วยชีวิต ต้องขอบคุณพี่หนิงและยัยหนิมที่ทั้งสองช่วยให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น หรือเปล่านะ

พี่หนิงเข้ามาจับตัวฉันไว้ ดึงออกมาจากระยะประชิดยัยหนิม ขณะที่ฉันจ้องสายตาสะใจของเชอร์รี่ ฉันไม่กลัวอะไรแล้ว เอาไงเอากันสิ ฉันพยายามสะบัดตัวจากพี่หนิง

“อะไรกันเนี่ย รินกับหนิม เป็นบ้าอะไรกัน” พี่หนิงเอาเสียงดังและท่าทีโมโหจัดเข้าข่ม แต่ฉันเลิกกลัวเลิกเกรงแล้ว ฉันสะบัดตัวออกจากพี่หนิงได้ กระโดดไปผลักยัยหนิมล้มลงกระแทกพื้น แล้วก้มลงหยิบรองเท้าของตัวเองที่พลัดหลุดไปจากเท้าตอนดิ้นรนเอ าตัวเองออกจากการจับกุมของพี่หนิง ในสมองบอกตัวเองว่าจัดการกับนังหนิมก่อน เพราะมันทำร้ายลูกฉัน ส่วนเชอร์รี่เอาไว้ทีหลัง ฉันเอารองเท้าเฟอร์รากาโม่(ที่เหล่าแอร์ฮิตใช้กันในตอนนั้น)แบบ ส้นสูงเปิดหัวเปิดส้นตบไปที่หน้ามันด้วยแรงทั้งหมดที่มีตอนนั้น มันหน้ามืดแล้วนี่

“ว้ายตาย อีบ้า มาตบลูกกรู หนิงช่วยน้องหน่อย ตบอีรินให้มันตายไปเลย” คุณนายแม่ของพี่หนิงกรีดร้องดังลั่น ฉันฟังแล้วยิ่งของขึ้น

“เอาสิ มาเลย ใครจะทำอะไรชั้น ชั้นไม่กลัวพวกแกหรอก ยัยแม่ค้า...” ฉันตะโกนมั่ง

พี่หนิงลากตัวฉันออกมาได้อีก เขาย่อมมีแรงมากกว่าฉันอยู่แล้ว ฉันมองหน้ายัยหนิม เลือดกลบหน้ามันเลย โดยไม่ทันรู้ตัวว่าหน้าฉันเองก็เลือดกลบเช่นกันจนกระทั่งเลือดห ยดมาถึงปาก ฉันหัวแตกเพราะโดนแก้วที่ยัยหนิมปามา แต่เลือดที่หยาดหยดไปทั่วหน้านั้นยังไม่ทำให้เจ็บเท่าน้ำตาที่ห ยดหยาดย้อนเข้าไปในหัวใจต่อมาอีกนาน

“ตบมันเลยหนิง” คุณแม่พี่หนิงตะโกนอีก แต่พี่หนิงไม่ทำ เขาพยายามทั้งดึงทั้งลากฉันออกมาจากตรงนั้น ฉันสู้แรงเขาไม่ได้ โดนลากกลับบ้าน เชอร์รี่ยังมีหน้าวิ่งตามมาบอกพี่หนิงว่า

“แล้วรี่จะรอพี่หนิงไปส่งบ้านนะคะ”

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:36

โหย โอย โว้ย (ขออภัยไม่สุภาพค่ะ) หน้าเชอร์รี่เธอทำด้วยอะไรกัน น่าส่งข้อมูลให้รัฐบาลเอาวัสดุที่เป็นส่วนประกอบใบหน้าเชอร์รี่ ไปทำสนามบิน เพราะมันคงหนาและด้านจนเครื่องบินลงเท่าไหร่ก็ไม่กระทบกระเทือน และให้ชื่อว่าสนามบินดอกสุวรรณ จะดีมั้ย

“เออ รอไปเถอะ หน้าด้าน อยากโดนรองเท้าอีกคนเหรอ” ฉันกรี๊ดอีก

พี่หนิงเอามืออุดปากฉันไว้ เชอร์รี่ไม่โต้ตอบ ทำเป็นผู้ดีเดินลอยนวลกลับไปทางบ้านโน้น

 

นี่คือนิสัยของหล่อน ต่อหน้าพี่หนิง หล่อนจะทำดี พูดเพราะ เอาใจ ลับหลังดำเนินยุทธการกำจัดเมียหลวงได้แสบทรวง พี่หนิงไม่เคยเชื่อเลยว่าเชอร์รี่พูดจาหยาบคายด่าทอฉันทางโทรศั พท์ เชอร์รี่...ฉันขอคารวะในแผนการของหล่อน(อีกแล้ว)

พี่หนิงลากฉันกลับไปถึงบ้านเรา เสียงคุณแม่และน้องสาวเขายังด่าตามมาอย่างหยาบคาย มีเสียงเชอร์รี่สนับสนุน แหมเสียดาย ฉันน่าจะตบมันด้วยรองเท้าทั้งสามคนเลยคงดีไม่น้อย

“ไหนเธอบอกชั้นมาซิว่าเรื่องอะไรกันถึงคลั่งขึ้นมา”พี่หนิงตะคอ กใส่ฉันทันทีที่กลับถึงบ้าน

“น้องเธอมันตั้งใจจะฆ่าลูกเรารู้เอาไว้บ้างสิ ชั้นไม่ทนต่อไปอีกแล้ว.....” ฉันกรี๊ดกร๊าด ร้องไห้ เลือดปนน้ำตา(คงจะ)เต็มหน้า (มาส่องกระจกตอนหลังถึงได้เห็นว่าหน้าตัวเองยับเยินซะไม่มี)

ยิ่งพูดยิ่งโมโห ฉันพูดๆๆถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกเรา ฉันตะโกนใส่พี่หนิง พี่หนิงตะโกนใส่ฉัน ฉันโกรธแค้นจนตัวร้อนและสั่นไปหมด อาการคนบ้าคงเริ่มแบบนี้เอง โชคดีที่ฉันไม่บ้าไปเสียก่อนในวันนั้น

“แล้วมันเรื่องอะไรเธอถึงว่าหนิมมันแบบนั้น มีพยานแบบยัยนวลน่ะเหรอ มันนั่นแหละทำลูกป่วย คงเปิดแอร์เย็นเกินไปเอง แล้วมาโทษน้องชั้น” พี่หนิงทำเสียงแบบที่ฉันฟังแล้วทนไม่ได้ ฉันตบหน้าพี่หนิงอย่างแรงทันทีที่เขาพูดเข้าข้างน้องสาวเขาและโ ทษนวล

พี่หนิงตบฉันสวนกลับ แรงมาก จนฉันเซ เขาจับตัวฉันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง และตบฉันอีกด้วยมืออีกข้างหนึ่ง

..............................เชื่อมั้ยว่าพี่หนิงตบฉันจนฉันส ลบคามือเขา...............................................

(คนบ้านนั้นคงสะใจถ้ามาเห็นฉากนี้)

เรื่องตีกันนี้ เมื่อเริ่มได้ครั้งหนึ่ง ย่อมจะมีครั้งต่อๆไปได้โดยไม่ยากอีกแล้ว


เมื่อฉันรู้ตัว มีแต่หมี แม่บ้านของฉัน กับ ยง น้องสาวของหมีที่เพิ่งมาอยู่กับฉันไม่นาน กำลังเอายาดมจ่อที่จมูกด้วยใบหน้าที่ตื่นตกใจของทั้งคู่ พี่หนิงหายไปแล้ว คนเลว คนใจร้ายใจดำ คน..(เซ็นเซ่อร์).ฉันจะด่าอย่างไรดีนะ

ฉันลุกขึ้นด้วยแรงใจที่ยังเหลือ เพราะลูกแท้ๆฉันจึงยืนหยัดขึ้นมาได้ ฉันเข้าห้องน้ำ ส่องกระจกเห็นหน้าที่ยับเยินและเลือดแห้งๆจับอยู่ มันดูราวกับไม่ใช่ตัวฉัน แต่นั่นแหละตัวฉัน คนที่เพิ่งโดนสามีทำร้ายร่างกายมาหมาดๆ หลังจากทำร้ายจิตใจมานานนม

แบบไหนเจ็บกว่ากัน โธ่เอ๋ย มันเจ็บทั้งนั้น แยกไม่ได้เลยว่าความเจ็บปวดที่เกิดจากน้ำมือและน้ำ(ไม่มี)ใจของ ผู้เป็นที่รัก เป็นสามี เป็นพ่อของลูกฉันถึงสองคนจะสร้างความร้าวรานยอกแสยงใจได้ลึกล้ำ ยิ่ง

ฉันล้างหน้า แสบไปหมด คงต้องหายาอะไรมาทาแผล เช็ดหน้าจนแห้ง น้ำตาเริ่มไหลมาอีก ถ้าเปลี่ยนน้ำตาที่ฉันหลั่งออกมาด้วยความเจ็บปวดจากที่พี่หนิงม อบให้เป็นเงิน ฉันคงร่ำรวยพอจะแจกเงินคนได้ทั้งประเทศ

ฉันขับรถกลับบ้านคุณพ่อคุณแม่ ร้องไห้ไปตลอดทาง สิ้นสุดกันที พี่หนิงและครอบครัวเขา ต่อจากนี้คงเป็นเรื่องการเลิกราหย่าขาดจากกัน

นึกถึงลูกทั้งสอง ลูกจะเป็นอย่างไรหากโตขึ้น จะมีปมด้อยไหม จะเป็นเด็กมีปัญหาหรือเปล่า ฉันจะอธิบายให้ลูกฟังแบบไหน พี่หนิงทำร้ายฉันได้ขนาดนั้น ฉันคงอยู่ไม่ได้แล้ว ความคิดที่แอบๆหวังว่าพี่หนิงจะเลิกกับเชอร์รี่และกลับมาเป็นหั วหน้าครอบครัวที่ดีมลายหายไปหมด เหลือแต่ความโกรธแค้น ทำลายสุขภาพทั้งกายใจ ฉันพยายามตั้งสติขับรถจนถึงบ้าน บ้านที่ฉันไม่ต้องกลัวว่าใครจะเอาอะไรมาปาใส่หน้า บ้านที่ไม่มีคนพูดจาด้วยภาษาสละสลวยสมัยพ่อขุนรามคำแหง (ฮ่า ฮ่า ฮ่า) บ้านที่อยู่แล้วร่มเย็นอบอุ่น ลูกฉันต้องเติบโตในบ้านแบบนี้ต่างหาก

เมื่อคุณแม่เห็นหน้าฉันเข้า ท่านตกใจมาก ฉันเล่าความจริงให้ท่านฟังจนหมด คุณแม่มีขำด้วยตอนที่ฉันบอกว่าเอารองเท้าตบหน้ายัยหนิมได้สะใจ แถมเสียดายที่จัดการได้ไม่ครบคน ตัวเองโดนจัดการจนหมดสติเสียก่อน คุณแม่หายามาทาให้ฉัน และแนะนำให้ฉันไปแจ้งความ ท่านบอกว่ากันเอาไว้เผื่อพวกบ้านนั้นทำอะไรฉันอีก จะได้มีหลักฐานว่าฉันแจ้งความไว้แล้ว

พี่หนิงทำตัวหายเงียบตามฟอร์ม (ที่ฉันรู้ทันเสียแล้ว)ของเขา ฉันไม่ติดต่อเขา เขาไม่ติดต่อมาเช่นกัน แต่เมื่อฉันไปบิน ฉันยิ่งได้ยินได้ฟังเรื่องพี่หนิงกับเชอร์รี่มากขึ้นๆ

ฉันพยายามทำใจให้สงบ แต่มันไม่สงบจริงๆสักที เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากผู้หวังดีทั้งหลายล้วนทำให้ฉันแท บกระอัก เชอร์รี่กับหนิมช่วยกันปล่อยข่าวว่าฉันร้ายกาจ ท่าทางอาจบ้าได้ ยิ่งทำให้ลูกเรือทั้งหลายอยากรู้เรื่องต่อ ก็เรื่องของฉันนี่ช่างมันส์เกินใครในยามนั้น

ต่อมามีเรื่องเด็ดๆที่ผู้คนคาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีกมากมาย คนที่บินมานานๆล้วนปลงอนิจจังว่าอะไรๆเกิดขึ้นได้เสมอภายในสายก ารบินแห่งนี้ อยากจะเล่าให้หมด แต่น่าจะกินเวลามาก ไว้มีเวลาเมื่อใด จะเล่าเรื่องคนอื่นที่ชวน(คนฟัง)ปวดเศียรเวียนเกล้าให้ฟัง คงต้องแยกเป็นเรื่องใหม่ (แหะๆ แปะไว้ก่อน)

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:36

เวลาผ่านไปเป็นเดือนที่ฉันอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ ท่านทั้งสองรักหลานมาก เอาใจใส่ดูแลจนพี่เลี้ยงของลูกคือนวลสดใสอ้วนท้วน ด้วยได้พักผ่อนมากขึ้น คุณแม่รับภาระไปรับส่งน้องรุ้งที่โรงเรียนเอง จนวันหนึ่งคุณแม่บอกฉันว่าฉันน่าจะนัดพี่หนิงคุยกันให้รู้เรื่อ งว่าจะตกลงกันอย่างไรกับเรื่องราวต่างๆ ฉันเห็นด้วยกับคุณแม่ แม้ในใจยังไม่หายเสียใจ ฉันผอมลงอีก จนใครๆทักว่าผอมมากไปแล้ว โธ่เอ๋ย คนตรอมใจ จะให้สวยสดชื่นยังไงไหว

ฉันพยายามติดต่อพี่หนิง ใกล้วันเกิดฉันแล้วด้วย ฉันอยากจะให้วันเกิดปีนั้นเป็นปีแห่งการเริ่มชีวิตใหม่ของฉันกั บลูก...โดยไม่มีพี่หนิง หรือถ้ามีพี่หนิงจะดีกว่า ฉันสองจิตสองใจ ใจหนึ่งอยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฝันร้ายไปเสีย

เราจะได้กลับเป็นครอบครัวกันใหม่ ฉันไม่อยากให้ลูกโตขึ้นมาโดยไม่มีพ่อหรอก ใจหนึ่งอยากจบเรื่องราวของพี่หนิงกับฉันอันเกี่ยวโยงไปถึงเรื่อ งเลวร้ายต่างๆจากครอบครัวเขารวมทั้งจากเชอร์รี่ไปเสียให้หมด

ยามนั้น ฉันแทบไม่ได้นึกถึงพี่อินเลย ผู้หญิงเองอาจจะไม่ต่างจากผู้ชายก็ได้ ในเมื่อความรักของฉันกับพี่อินมันเป็นไปไม่ได้ กับทั้งไม่มีอะไรจะให้ค้นหาแล้ว ความรู้สึกจึงจางไป ไม่ได้ลืม แต่ไม่ได้คิดถึงมากมาย เอาเป็นว่า ฉันยังคงมีความรู้สึกที่ดีกับพี่อิน หากความกระตือรือร้นอยากพบอยากเจออยากมีกิจกรรมร่วมกันนั้นมันห มดไป

ตั้งแต่ฝากบิวไปบอกพี่อินว่าฉันโดนเรียกตัวกลับกรุงเทพด่วน ฉันได้รับจดหมายจากพี่อินหนึ่งฉบับ ส่งไปที่บ้านคุณแม่ของฉัน พี่อินเขียนเป็นภาษาอังกฤษปนไทย ข้อความที่ฉันจำได้ขึ้นใจคือ...

My dearly beloved,

What does one usually say to the one who is being loved and missed so much? The words “I miss you” are insufficient to tell you how I long to see you and hold you in my arms once more. I really remember the first day I met you. I came on board the aircraft with love so far away from my mind, but then when I saw you, I lost track of everything. As for me , you are the love I’ve been longing for.

No matter whatever will happen, my heart will treasure you until the last day of my life.

รินครับ...พี่หมายความทั้งหมดที่พูดจริงๆ....รักรินที่สุด...แม ้เราจะมีหน้าที่ต้องทำ แต่พี่เชื่อว่าเราจะไม่ลืมกัน

พี่อิน (ซึ่งตอนนี้คงเป็นคนเลวในสายตาริน)

จดหมายพี่อินฉบับนั้น ฉันเก็บไว้อย่างดี ตอนนี้กระดาษเหลืองซีด เก่าจางไปตามวันเวลา ความรู้สึกตอนนี้เวลานึกถึงพี่อิน คือ เราจะไม่ลืมกัน ตามคำลงท้ายจดหมายฉบับสุดท้ายของพี่อินที่ฉันได้รับ

หลังจากนั้น ฉันไม่ได้พบพี่อินอีกนานมาก


เรื่องพี่อินกลายเป็นเรื่องที่แสนดีในความทรงจำ ฉันวุ่นวายกับการไปบิน ช่วงนั้นมีแอร์ท้องเยอะ ทำให้คนที่เหลือต้องบินมากขึ้น ฉันแทบไม่มีเวลาจะมามัวคิดเรื่องตัวเอง ถ้าวันหนึ่งฉันจะไม่เอะใจว่า ทำไมหลังคลอดน้องเมฆแล้วตั้งหกเจ็ดเดือน ประจำเดือนยังไม่มาเสียที (ปกติประจำเดือนจะมาหลังคลอดประมาณสองเดือน) ตายหละ ถ้าท้องขึ้นมาจะทำไง รินเอ๋ย เธอนี่มันหาเรื่องใส่ตัวเสียจริง

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:36

เมื่อเริ่มเอะใจว่าประจำเดือนไม่มา ฉันเริ่มมีอาการแพ้ท้องทันที อุปาทานไปหรือเปล่า มันคลื่นไส้ เวียนศีรษะ เหมือนตอนท้องลูกสองคนที่ผ่านมาเลย แต่เอ๊ะ ฉันไม่อ้วนขึ้นนี่ ร่างกายยังปกติ ไม่มีเค้าคนท้องซักนิด

 

เอาน่า เพื่อให้แน่ใจ ไปซื้ออุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์มาเทสต์เองน่าจะดี

ผลออกมาปรากฏว่า......ฉันท้อง...!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! !!!!.

เอาหล่ะซี้ ท้องที่สามนี่ต้องออกจากงานเลยนะ (บริษัทอนุญาตให้มีลูกได้แค่สองคนเท่านั้น)ข้อสำคัญ ลูกในท้องนี่เป็นลูกพี่หนิงหรือลูกพี่อินเนี่ย

หลังคลอดน้องเมฆ พี่หนิงมายุ่งกับฉันสองสามครั้งก่อนที่ฉันจะไปมีความสัมพันธ์แอ บซ่อนกับพี่อิน เล่ามาถึงตอนนี้แล้วเกลียดตัวเองอย่างแรง สกปรกซะไม่มี ยอมแพ้ต่อกิเลสตัณหา (กรุณาอย่าเอาอย่างเด็ดขาด...ขอร้องนะ)

ฉันกลุ้มใจมาก ไปตรวจกับคุณหมอที่ทำคลอดน้องรุ้งน้องเมฆ คุณหมอ(ผู้ไม่รู้เรื่องราวอะไร)บอกฉันอย่างยินดีว่าฉันท้องได้ส ิบสี่สัปดาห์แล้ว ฉันบังคับตัวเองให้ทำหน้าเบิกบานเข้าไว้ กล่าวลาคุณหมอพร้อมรับวิตามินและยาบำรุงสำหรับหญิงมีครรภ์กลับบ ้าน

ฉันลองคำนวณวันเวลาที่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายทั้งสองคน คิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นลูกพี่หนิง แต่อีกใจหนึ่งมันค้านว่า ถ้าเป็นลูกพี่อิน เธอจะทำอย่างไรยัยตัวดี ตัดสินใจบอกคุณแม่ว่าท้อง คุณแม่ส่ายหัวเลย บอกว่าปล่อยให้ท้องอีกทำไม ถ้ามีลูกอีกคนหนึ่ง ฉันควรคิดกลับไปอยู่บ้าน เพื่อความมั่นคงของชีวิตมากกว่า ตอนนั้นฉันไม่ทราบว่าพี่หนิงแอบโทร.มาประจบคุณแม่ฉันบ่อยๆออกตั วว่าโมโหเกินไป จะไม่ทำอีก ขอให้คุณแม่ช่วยทำหน้าที่สหประชาชาติไกล่เกลี่ยเกลี้ยกล่อมให้ฉ ันกลับไปอยู่กับเขาด้วย

คุณแม่ฉันเป็นคนใจอ่อน (เหมือนลูกท่านนั่นแหละ) บวกกับความสงสารหลาน เลยรับปากพี่หนิงว่าจะเจรจากับฉันให้

ในที่สุด ฉันตัดสินใจ(ผิดๆอีกครั้ง) หอบลูกกลับไปอยู่บ้านตัวเอง ประตูทางเข้าออกระหว่างสองบ้านถูกปิดตาย ล่ามโซ่ที่กุญแจไว้ด้วย ฉันจะไม่ไปเหยียบบ้านเค้า และหวังว่าพวกนั้นคงไม่มาบ้านฉันเช่นกัน

โง่ตามเคย รั้วแค่นั้นกั้นความเลวในมนุษย์ไม่ได้หรอก

พี่หนิงโทร.มาทันทีที่ฉันและลูกๆกลับถึงบ้าน เขาทำเสียงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่กี่วันหลังจากนั้นเขาแอบมาหาฉันตอนกลางคืน เล้าโลมฉันด้วยความชำนาญของเขา ของมันเคยกันแล้ว ฉันลืมหมดว่าเคยโกรธแค้นขนาดไหน บ่วงสวาททำให้ฉันตัดพี่หนิงไม่ขาดอีกแล้ว

ไม่นานจากนั้น พี่หนิงกลับบ้านมาอยู่กับฉันใหม่ ฉัน(เข้าใจเอาเองว่า)คิดว่าเขาคงสำนึกตัวแล้ว เลยยอมให้พี่หนิงกลับมาอยู่บ้าน โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องเก่าๆที่ผ่านมา

วัฏจักรเดิมๆกลับมาอีกครั้ง อย่าคิดว่าฉันยืดเรื่องนะคะ แต่มันเป็นแบบนี้จริงๆ ฉันใจอ่อนกับพี่หนิงได้ตลอดสิน่า อยากเขกหัวตัวเองจัง บางครั้งเรื่องพรรค์นั้นมันแสนจะไม่เข้าใครออกใคร โดยเฉพาะผู้ชายที่รู้จักจุดอ่อนของผู้หญิงดีแบบพี่หนิง เขาทิ้งความประทับใจให้ผู้หญิงทุกคนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยเส มอ แล้วฉันซึ่งเป็นภรรยา เป็นแม่ของลูกเขาจะไม่ใจอ่อนได้อย่างไร

เอาเถอะ ลองเริ่มใหม่อีกสักครั้ง ยังไงๆเขาก็เป็นพ่อที่ดีของลูก

ฉันคงรู้สึกผิดในใจด้วยที่ไปยุ่งกับพี่อิน แถมท้องครั้งนี้ไม่แน่ใจอีกแน่ะว่าใครหนอเป็นพ่อของลูก ...ดูทำตัวเข้า หากรู้ดีอย่างวันนี้ จะไม่ทำอะไรโง่ๆอย่างที่ผ่านมาเลย คนเราหนอ เวลาอยู่ในเหตุการณ์มักนึกอะไรไม่ออก เหมือนวนเวียนอยู่ในเขาวงกต กว่าจะหาทางออกมาได้และคิดได้ว่าไม่ควรเข้าไป มันมักจะสายไปเสียทู้กที

------------------------------------------------------------ -------------------------------------

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:37

ขอนอกเรื่องนิดนึงค่ะ...

ไม่นานมานี้ มีแอร์รุ่นพี่ฉันคนหนึ่งติดต่อมา ทั้งที่เธอไม่เคยคุยกับฉันมานาน เรียกว่าไม่ได้สนิทอะไรกันนอกจากเคยบินด้วยกันบ้างเป็นครั้งครา ว ฉันแปลกใจมากที่เธอโทร.มา คุยอ้อมไปอ้อมมาแล้วสุดท้ายถามฉันว่า

“รินเป็นคนเขียนเรื่องในเน็ทใช่มั้ย”

“เรื่องอะไรเหรอคะพี่” ฉันแกล้งถามกลับ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเธอถามถึงเรื่องอะไร (ฉันเขียนอยู่เรื่องเดียวนี่นา)

“เรื่องของรินกับหนิงไง”

“แล้วพี่ทราบได้ไงคะว่ารินเขียน รินยังไม่ทราบเลยว่าเรื่องเป็นไง” เรื่องอะไรจะบอกว่าเราเขียน

“หน่อยเค้าบอก เค้าอ่านแล้ว มีคนส่งมาให้อ่าน เค้าบอกว่าต้องเป็นรินเขียนแน่ๆ”

(จำกันได้ไหมว่า หน่อย คือพี่สาวพี่หนิง)

“หน่อยเค้าฝากพี่มาบอกรินว่าอย่าเอาเรื่องในครอบครัวมาเขียน เสียหายหมด” พี่คนนั้นว่า

“รินไม่ได้เขียนคะ บอกพี่หน่อยด้วยนะคะว่าอย่าร้อนตัวไปเลย ใครถามก็บอกไปว่าไม่ใช่ริน”

แล้วฉันก็วางสาย

เรื่องคล้ายๆกันกับเรื่องของฉันมีอีกมาก เรื่องกัปตันมีเมียน้อยเป็นแอร์ วีนแตกเมียหลวง ...เรื่องแย่งๆกันแบบนี้มีอีกเยอะ ทำไมต้องว่าเป็นฉัน...อิอิ ไม่รับซะอย่าง (เห็นยังว่ารินนี่มันร้ายเหมือนกัน)

ฉันมาเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะเจ็บแค้นครอบครัวของเขา หากอ่านจนจบ จะเข้าใจดีว่าฉันอโหสิกรรมให้ทุกคนไปนานแล้ว แต่..ที่มาเขียนเพราะอยากให้เป็นตัวอย่าง เป็นอุทาหรณ์สอนใจน้องๆลูกๆหลานๆ ทั้งเรื่องการเลือกคู่ครอง ทั้งการดำเนินชีวิต ทั้งแอบให้ความรู้เล็กๆน้อยๆเท่าที่นึกออก ฯลฯ
และที่เขียนมา ไม่เคยบอกว่าตัวเองดีเลย
------------------------------------------------------------ --------------------------------------

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:37

เข้าเรื่องๆ กำลังสนุก (หรือเปล่าไม่รู้?)


ฉันไปลาท้อง ตามกฎบริษัท ฉันต้องลาออก หัวหน้าแอร์ตอนนั้นคือพี่หญิง (เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็ง) ท่านน่ารักมาก พอฉันบอกว่าไม่อยากออกจากงาน อยากทำงานแผนกอื่น ท่านรีบหาให้ทันที ฉันเลยได้ไปทำงานที่แผนกหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดโปรแกรมท ัวร์ของบริษัทอันเป็นพื้นฐานความรู้ที่ทำให้ฉันได้เปิดบริษัทเล ็กๆของตัวเองต่อมา

พี่หนิงเอาใจฉันมากขึ้น เชอร์รี่เงียบหายไปจนฉันตายใจว่าทั้งคู่เลิกกันแล้ว แต่เปล่าเลย ที่แท้แล้วตอนนั้นเชอร์รี่ประชดพี่หนิงด้วยการไปคบกับผู้ชายคนห นึ่งที่ไม่ได้อยู่บริษัทเรา เป็นคนที่แต่งงานแล้ว มีลูกแล้วด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนเด็กๆเชอร์รี่คงเล่นเกมส์ลิงชิงบอลมากไปห รือเปล่า เลยชอบแย่งชิงของของคนอื่นนัก พอพี่หนิงรู้เข้า ก็ตามหึงหวงเชอร์รี่ เป็นเรื่องเป็นราว แต่รินผู้ยังแสนโง่ (ซึ่งคิดว่าตัวเองพัฒนาแล้ว) กลับไม่ทราบเรื่องอะไรเพราะไม่ได้ไปบิน งานที่ไปทำนั้นไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกับลูกเรือเลย ตกข่าวตามเคย ...

มารู้เรื่อง จากปากใคร้..ถ้าไม่ใช่เชอร์รี่เอง เจ้าหล่อนโทรศัพท์มาบอกฉันในเย็นอันแสนสงบวันหนึ่ง ฉันกำลังป้อนอาหารให้ลูกเมฆ มีลูกรุ้งอยู่ใกล้ๆ คอยลุ้นให้น้องชายอ้าปาก อ้ำ ..อ้ำ..

หมีมาบอกฉันว่ามีโทรศัพท์ ฉันไปรับสายโดยไม่สังหรณ์ว่าเป็นยัยผลไม้ พอฉันฮัลโหลเท่านั้น หล่อนซัดมาเต็มเหนี่ยว

“e dok e wain e shipหาย ha ลาก....(เซ็นเซ่อร์)โรงผลิตเด็ก ขอให้ลูกมรึงตาย ขอให้ลูกเมริงไม่มีหัว...”ด่าเหมือนตอนฉันท้องน้องเมฆอย่างกับอ ัดเทปไว้

แต่บอกแล้วว่ารินเปี๋ยนไป๋ ฉันสวนกลับ

“อีบ้าเอ๊ยย เป็นแค่นางบำเรอ อย่าเจ๋อโทร.มาอีก ไม่งั้นชะตาขาด....”วางหูเปรี้ยง โทรศัพท์พังช่างมัน ขอสะใจมั่งวุ้ย โทรศัพท์ดังอีก ฉันดึงสายออก โทร.เข้าไปสิ ไม่ได้ยิน ไม่รับสาย...ปล่อยให้มันบ้าตายไปเลย

กระหยิ่มยิ้มย่องกับความกล้าวีนของตัวเองดีจัง วันพระไม่ได้มีหนเดียว คนโบราณนี่ท่านช่างเปรียบเอาไว้ดีแท้

เมื่อฉันเปรยเรื่องเชอร์รี่โทร.มา พี่หนิงบอกเหมือนอัดเทปไว้เช่นกันว่า
“รินอย่าไปฟังมันก็หมดเรื่อง พี่จะไปไหนรอด ลูกสามแล้วนะ”ว่าแล้วทำประจบฉันอีก

มาคิดตอนนี้ พี่หนิงคงรักฉันไม่น้อย หากแต่น้อยกว่ารักตัวเขาเอง เขาไม่อยากเสียฉันกับลูกไป ติดที่ความต้องการทางเพศอันมากมาย และความไม่อิ่มไม่พอในโลกียรสของเขาทำให้เขาเลิกกับเชอร์รี่ที่ มีความต้องการสอดคล้องกันกับเขาอย่างยิ่งไม่ได้

ฉันท้องทีไร เชอร์รี่จะกลายมาเป็นคนที่มีแต้มต่อตลอด เพราะฉันไม่สามารถรองรับอารมณ์เพศของพี่หนิงได้
อีกทั้งพี่หนิงเป็นคนไม่ชอบเที่ยวผู้หญิง เขาจึงต้องเอาใจเชอร์รี่เพื่อการนั้นโดยเฉพาะ แต่คนเราเมื่อมีความสัมพันธ์กันไปนานเข้า มักจะเกิดความผูกพันขึ้น จนแยกจากกันลำบาก เรื่องแบบนี้ทุกคนคงเห็นกันอยู่รอบๆตัวอยู่แล้ว พี่หนิงเป็นคนไม่เด็ดขาดอย่างท่าทางที่แสดงออกมา เขาเป็นไม้หลักปักเลน (อันนี้เขาบอกเองตอนหลัง) เขาไม่สามารถบังคับใครได้เลย เป็นคนกลางที่หนีปัญหา ไม่ยอมเผชิญหน้า ไม่มีความเด็ดขาดมั่นคงที่จะตัดสินใจอะไรได้ตามเหตุผลที่ถูกที่ ควร

เชอร์รี่จึงเหิมเกริมเพราะรู้ว่าพี่หนิงไม่ทิ้งเธอหรอก ฉันเองก้าวร้าวมากขึ้นด้วยความเจ็บปวดและประสบการณ์มันสอนให้สู ้จนหัวชนฝา เมื่อฉันไม่ยอมลงให้บ้านเขาอีก แม้พี่หนิงจะพูดอย่างไรฉันไม่ฟังทั้งนั้น ฉันมั่นใจว่าน้องสาวของเขาคอยหาทางที่จะกัดฉันอีก

พี่หนิงยังคงพยายามพูดกรอกหูฉันว่าน้องสาวของเขาไม่ได้ทำร้ายลู กเมฆ ทุกอย่างเป็นความประมาทของนวล ฉันเชื่อเขาไม่ลง ฉันบอกพี่หนิงว่า ตลอดมาฉันไม่เคยมีอคติใดๆต่อครอบครัวของเขา น้องสาวเขาเกลียดหน้าฉันตั้งแต่แรกเห็น ตั้งแต่ฉันยังไม่คบกับพี่หนิงด้วยซ้ำ หล่อนเกลียดแอร์ทุกคนที่หน้าตาดีกว่าหล่อน (นี่เป็นข้อวินิจฉัยของฉันเอง)หล่อนเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย (สุดๆ) จิตใจแข็งกระด้าง เมื่อหล่อนมีลูกสาวคนแรก ลูกหล่อนเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานตั้งแต่อายุสองขวบกว่าๆ

เมื่อน้องรุ้งเกิดมา ใครๆชมว่าน้องรุ้งสวยน่ารัก หล่อนยิ่งโกรธเกลียดฉันและลูกเข้าไปใหญ่ ความจงเกลียดจงชังคงสะสมมาจนกระทั่งหล่อนมีลูกสาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งหล่อนผิดหวังมาก เพราะอยากได้ลูกชายมากกว่า ลูกสาวคนที่สองของหล่อนคลอดก่อนกำหนด เป็นเด็กตัวเล็กแกรน ไม่แข็งแรง หล่อนจึงลาออกจากการเป็นแอร์ ฉันคิดว่าหล่อนคงไม่รักงานแอร์อยู่แล้ว คนแบบนั้นจะมีใจรักงานบริการได้อย่างไรเล่า

เมื่อฉันคลอดน้องเมฆ เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นจากความเกลียดผสมความริษยาที่หล่อนสะส มไว้ในใจดำๆของหล่อนมานาน

Back to Top
donnamoni View Drop Down
Special Member
Special Member
Avatar

Joined: 05 ส.ค. 2007
Location: Thailand
Posts: 938
Post Options Post Options   Quote donnamoni Quote  Post ReplyReply Direct Link To This Post Posted: 11 ม.ค. 2008 at 17:38

วันเกิดฉันปีนั้น พี่หนิงเอาใจด้วยการซื้อรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่เอี่ยม (ตอนนั้น)ให้ฉัน ฉันรักรถคันนั้นมาก เป็นรถที่กว้างขวาง นั่งนุ่มสบาย ฉันจะขับรถไปส่งน้องหนอน กับน้องรุ้งที่โรงเรียนก่อน แล้วไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ น้องเมฆอยู่บ้านกับนวล หมี และ ยง โดยที่ฉันไม่ต้องกำชับว่าให้ระวังคนข้างบ้าน เพราะทั้งสามคนไม่ยอมให้น้องเมฆคลาดสายตาเลย แถมคุณแม่ฉันยังมาหาหลานเกือบทุกวัน

เช้าวันหนึ่ง ฉันตื่นมาตามปกติ เตรียมตัวไปทำงาน ปลุกน้องรุ้ง น้องหนอน พอลงไปที่รถ ฉันถึงกับนิ่งอั้น

รถคันใหม่ป้ายแดงของฉันโดนกรีดเป็นรอยรอบคัน ไม่เว้นแม้บนหลังคา

เอาอีกแล้ว เฮ้อออ มันจะตามล้างตามผลาญกันถึงไหน ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านเพราะท้อง ฉันวางเฉยกับครอบครัวพี่หนิงมาตลอด ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่รับฟังรับรู้อะไร ฉันบอกเด็กในบ้านห้ามเอาเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านนั้นมาเล่า ฉันอยากมีอารมณ์แจ่มใส แม้ว่าบางครั้งเห็นหลังคาบ้านนั้นแล้วจะรู้สึกจี๊ดๆปรี๊ดๆขึ้นม าในใจ

เห็นรถโดนกรีดทั้งคัน โมโหนั่นมันแหงมๆแหละ ปนสงสัยว่าใครทำ ตัวการที่เข้าข่ายผู้ต้องสงสัยมีสองคน ..หนิมกับเชอร์รี่

ฉันขับรถไปส่งน้องหนอนกับน้องรุ้งที่โรงเรียนแล้วขับกลับมาบ้าน พยายามคิดว่าผู้คนที่เขามองรถเราด้วยความสนใจนั้นเพราะคนขับสวย 5555 ลองคิดดูสิคะว่าถ้าคุณนั่งรถไปบนท้องถนนแล้วเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ขับรถป้ายแดง โดนกรีดรอบคัน คุณจะรู้สึกอย่างไร คงต้องรู้สึกมั่งแหละน้า

โชคดีที่กลับบ้านเรียบร้อยปลอดภัย ไม่ลงจากรถไปถามสายตาสงสัยของชาวบ้าน ชีวิตฉันนี่มันมีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน โทร.ไปลางาน พร้อมกับพยายามโทร.หาพี่หนิงที่โรงแรมที่โอมาน ไม่ทัน ลูกเรือออกจากโรงแรมไปสนามบินเพื่อบินกลับกรุงเทพก่อนฉันโทร.ไป ประมาณครึ่งชั่วโมง เครื่องลงตอนสี่โมงเย็น เอาไงดี โทร.ไปถามพี่ที่ซี้กันในแผนกจัดตารางบิน ถามตารางบินสองตัวการต้องสงสัย

หนิมไปบินตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้า กลับพรุ่งนี้เย็น

เชอร์รี่ว่างสองวัน ...

คราวนี้พุ่งเป้าไปที่เชอร์รี่ แล้วจะจับหล่อนได้อย่างไร เอาหละ คิดได้ละ ..ไปแจ้งความ อ้อ ต้องแจ้งประกันด้วย ประกันบอกจะไปรอที่สถานีตำรวจเลย

ตำรวจที่โรงพักจำหน้าฉันได้ ก่อนหน้านั้นฉันไปแจ้งความพี่หนิงกับน้องสาวเขาทำร้ายร่างกายฉั น มีแซวด้วยว่า ผู้หญิงมาแจ้งความโดนแฟนตี แล้วท้องมาแบบนี้ทู้กราย อายเค้ามั้ยล่ะ

ตำรวจกับตัวแทนบริษัทประกันมาทำแผนที่บ้าน สรุปว่า สงสัยคู่กรณีฉันคนใดคนหนึ่งทำ ไม่ก็ว่าจ้างมืออาชีพมาทำ

มีด้วยเหรอ อาชีพรับจ้างกรีดรถ ฉันต้องไปจ้างมากรีดหน้าสองคนนั่นมั่ง

โมโหอีกแล้ว ฉันนั่งไม่ติด ไปรับลูกไม่ไหว ไม่อยากขับรถออกไปเป็นเป้าสายตามนุษย์อีก รถของพี่หนิงไม่อยู่เพราะ เวลาไปบิน พี่หนิงจะขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่สนามบิน เพื่อความสะดวกและอิสรเสรีของเขานั่นเอง

ปวดหัวจนต้องเอายาหม่องมาทา ยาดม ยาหอมรอบตัวไปหมด ไม่กล้าทานยาอื่น เกรงจะอันตรายต่อลูกในท้อง หกเดือนแล้วตอนนั้น เวลาฉันอารมณ์เสีย เด็กในท้องจะดิ้นมาก เขาอาจจะกำลังพยายามสื่อสารกับแม่ของเขาว่าอย่าโมโหนักเลย เดี๋ยวหนูออกมาเป็นเด็กขี้หงุดหงิดนะ ฉันเอาหนังสือสวดมนต์เล่มเล็กที่มีอยู่ในกระเป๋าถือออกมา อ่านบทสวดมนต์ไปเรื่อยๆ ฉันเคยเรียนภาษาบาลีหลายคอร์สมาก สามารถอ่านบทสวดมนต์พอเข้าใจ ท่องจำได้มากมายจนตอนนี้ไม่ต้องใช้หนังสือสวดมนต์แล้ว ขอเตือนท่านสุภาพสตรีที่กำลังท้องทั้งหลายว่า อาการหงุดหงิดขี้โมโห เอาโมหะเป็นที่ตั้งนั้นทำร้ายชีวิตน้อยๆในท้องอย่างมหันต์

นอนพัก ดูนาฬิกา บ่ายสาม เดี๋ยวพี่หนิงคงกลับบ้านแล้ว เครื่องลงสี่โมงเย็น น่าจะถึงบ้านไม่เกินหกโมง ฉันจะคอยดูพี่หนิงว่าจะทำหน้าแบบไหนยามเห็นรถในสภาพนั้น

บอกนวลให้ไปรับน้องๆแทนฉัน ฉันเอาน้องเมฆมาดูแล ลูกหลับ ฉันหลับตามด้วยความอ่อนเพลียยิ่งนัก

ตื่นมาอีกทีเพราะน้องเมฆตื่นและร้องเรียก คงหิว นวลรับน้องสองคนกลับมาแล้ว ฉันฝืนลุกขึ้นมาทำกับข้าว กับข้าวที่ทำ คืออาหารง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ฉันชอบทำอาหารตั้งแต่ยังอยู่กับคุณแม่แล้ว เรียนรู้เทคนิคมาจากคุณแม่
วันไหนนึกอยากทำอะไรที่ไม่แน่ใจว่าทำเป็นก็โทร.ถามคุณแม่

ต่อมาเมื่อฉันหย่ากับพี่หนิงแล้ว พี่หนิงบอกกับใครๆว่า เขาไม่ควรเลิกกับฉันเลย เพราะรินดูแลเขาอย่างดีที่สุด เสื้อผ้าหอมเรียบเนี้ยบ ทำอาหารอร่อย(แต่เสน่ห์ปลายจวัก ไม่ยักผูกใจเขาได้เท่าเสน่ห์บนเตียง) อยู่กับเชอร์รี่ กินแต่กับข้าวถุง ...สมน้ำหน้า

ทานอาหารกันจนเสร็จ ฉันดูเด็กสองคน (ลูกเธอและลูกเรา ..)ทำการบ้าน หนึ่งทุ่มกว่าแล้ว พี่หนิงยังไม่กลับเลย จะว่าเครื่องดีเลย์คงไม่ใช่ เนื่องจากหากเครื่องดีเลย์ ทางบริษัทจะโทร.บอกที่บ้านของลูกเรือทุกคน ยกเว้นกรณีดีเลย์เล็กน้อย จะถือว่าปกติ อ้าว นั่นไง โทรศัพท์ดัง

Back to Top
 Post Reply Post Reply Page  <1234 5>




LadySquare.com

Recommened Page


SiamFitness.com


BabyFancy.com


WeddingSquare.com


VoucherThai.com


DiaryLove.com


Ladyinter.com

การแสดงความคิดเห็น (Comments)

  • ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับ LadySquare
    และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  • LadySquare ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น

ข้อควรปฏิบัติในการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

  • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาอันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ หรือพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ เป็นอันขาด
  • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางหยาบคาย ก้าวร้าว เกินกว่าที่บรรทัดฐานของสังคมจะยอมรับได้
  • ห้ามเสนอข้อความหรือเนื้อหาที่ส่อไปในทางลามก อนาจาร
  • ห้ามเสนอข้อความอันมีเจตนาใส่ความบุคคลอื่น ให้ได้รับการดูหมิ่นเกลียดชัง โดยไม่มีแหล่งที่มาของ ข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน
  • ห้ามเสนอข้อความอันเป็นการท้าทาย ชักชวน โดยมีเจตนาก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น โดยมูลแห่งความขัดแย้ง ดังกล่าวไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น โดยเสรีเช่นวิญญูชนพึงกระทำ
  • ห้ามเสนอข้อความกล่าวโจมตี หรือวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียหายต่อ ศาสนา หรือคำสอนของศาสนาใดๆ ทุกศาสนา
  • ห้ามใช้นามแฝงอันเป็นชื่อจริงของผู้อื่น โดยมีเจตนาทำ ให้สาธารณะชนเข้าใจผิดและเจ้าของชื่อผู้นั้นได้รับความเสียหาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง
  • ห้ามเสนอข้อความอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ในระหว่างสถาบันการศึกษา หรือระหว่างสังคมใดๆ
  • ห้ามเสนอข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น เช่น email address หรือหมายเลขโทรศัพท์ โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับ ความเดือดร้อนรำคาญ ห้ามเสนอข้อความ หรือเนื้อหาอันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งผิดกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดีของสังคม




This page was generated in 0.082 seconds.